มหกรรมวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทาน“ในหลวง-ราชินี-พระองค์พัชรกิติยาภาฯ”

มหกรรมวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทาน“ในหลวง-ราชินี-พระองค์พัชรกิติยาภาฯ”

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับโลกส่งเสริมการท่องเที่ยว ประจำปี 2563 รายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2020 พรีเซ็นต์บายโตโยต้า” ชิงถ้วยพระราชทาน “ในหลวง-ราชินี-พระองค์พัชรกิติยาภาฯ” ในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563  การจัดการแข่งขันครั้งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลในระยะมาราธอน 42.195 กม.ประเภทบุคคลทั่วไป (ชาย-หญิง) และประเภทบุคคลทั่วไป (ชายไทย-หญิงไทย) และยังได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศในระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม.ประเภทบุคคลทั่วไป (ชาย-หญิง) และประเภทบุคคลทั่วไป (ชายไทย-หญิงไทย)  นอกจากนี้ ยังได้ขอถ้วยรางวัลชนะเลิศเพิ่มเติมจาก นายกรัฐมนตรี ในระยะ 10 กม. ประเภทบุคคลทั่วไป (ชาย-หญิง) และประเภทบุคคลทั่วไป (ชายไทย-หญิงไทย) อีกด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ท่านนายกฯได้กำชับให้ดำเนินการจัดการแข่งขันให้ได้มาตรฐานสากลสมพระเกียรติและเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ และหวังว่ารายการนี้จะเป็น FLAGSHIP สำคัญของกิจกรรมระดับ WORLD EVENT ของประเทศตลอดไป” ทั้งนี้ กระทรวงฯ มีนโยบายที่ชัดเจนที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่มีโอกาสดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาร่วมเป็นจำนวนมากอย่างกีฬาวิ่งมาราธอนที่กำลังได้รับความสนใจมาเป็นเครื่องมือหลักในการดึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาร่วมแข่งขัน อันจะก่อให้เกิดรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการบูรณาการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการตระหนักรู้ถึงแหล่งท่องเที่ยว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ มุมมองนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป นำไปสู่คุณค่าและประโยชน์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้ในประเทศ ด้านสังคม ประชาชน เยาวชน เห็นถึงคุณค่าของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาต่อไปได้