“ศักดิ์สยาม” ตรวจเยี่ยม “กรมรางฯ” มอบนโยบายมุ่งเน้นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค

“ศักดิ์สยาม” ตรวจเยี่ยม “กรมรางฯ” มอบนโยบายมุ่งเน้นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค

“ศักดิ์สยาม” ตรวจเยี่ยม “กรมรางฯ” มอบนโยบายมุ่งเน้นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เพื่อประโยชน์ประชาชน ดึงโมเดลต่างประเทศมาประยุกต์ใช้  เชื่อมต่อระบบรางกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า กรมการขนส่งทางราง มีภารกิจในการกำกับดูแล พร้อมวางแผนโครงข่าย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางทั้งหมด ครอบคลุมทั้งประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และประเทศชาติ รวมถึงพิจารณาการเชื่อมต่อระบบรางกับประเทศเพื่อนบ้าน จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของไทย ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อของโลก เช่น กลุ่มประเทศ BIMSTEC ยุโรป และเชื่อมต่อจาก สปป.ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม ไปยังจีน-ญี่ปุ่นต่อไป เป็นต้น "ตามข้อสั่งการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาการวางโครงข่ายทางรถไฟ ทั้งการขนส่งผู้โดยสาร และสินค้านั้น จะต้องมีความเหมาะสม พร้อมด้วยสร้างการพัฒนาเมืองรองรับในอนาคต อาทิ การสร้างที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล และสถาบันการศึกษา เพื่อเป็นการลดการกระจุกตัวในเมืองเดิม ตอบโจทย์การดำเนินการที่จะต้องให้ความสำคัญกับประชาชนมาเป็นลำดับแรก ตามด้วยภาครัฐ และเอกชน นอกจากนี้ จะต้องนำต้นแบบของประเทศที่ประสบความสำเร็จในระบบราง มาประยุกต์ใช้ในไทย อีกทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระบบ AI เข้ามาช่วยดำเนินการให้มากที่สุด"นายศักดิ์สยาม กล่าว นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า นายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งให้ทบทวนการศึกษารถไฟ เส้นทางชุมพร-ระนอง เชื่อมต่อการเดินทางทั้งระบบ โดยเฉพาะทางน้ำ เพื่อให้การดำเนินการเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด เดิมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เสนอของบประมาณในการศึกษาไว้แล้ว โดยจะตั้งงบประมาณปี 2563 แต่ทางสำนักงบประมาณได้ความเห็นให้ชะลอไปก่อน ดังนั้นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีนโยบายมาให้ รฟท.นำเรื่องดังกล่าวมาศึกษาออกแบบรายละเอียดใหม่อีกครั้ง โดยกระทรวงคมนาคมจะใช้งบกลางปี 2563 วงเงิน 90 ล้านบาท ตามข้อแนะนำของนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาแล้วเสร็จภายในปี 2564 อย่างไรก็ตาม การเร่งรัดการศึกษาในเส้นทางดังกล่าวนั้น เนื่องจากต้องการให้มีการขนส่งเชื่ออมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ทุกเส้นทางมีความจำเป็น แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญ ขณะเดียวกัน ในส่วนของกรมเจ้าท่า ได้ร่วมกับกรมรางฯ สร้างเป็นสะพานเศรษฐกิจ (แลนด์บริดจ์)   อาจจะต้องขยับมาอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนให้ความร่วมมือ และมีความเข้าใจ ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว ซึ่งการดำเนินการจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-หัวหิน  ให้ดำเนินการตามแนวเส้นทางที่ศึกษาไว้เหมือนเดิม แต่ในอนาคตจะพิจารณาให้มีการกระจายการพัฒนา ด้วยรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการพัฒนา ไม่จำเป็นว่าแนวเส้นทางต้องวิ่งเข้าสู่พื้นที่ในเมือง แต่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้เมืองกระจุกตัวในการพัฒนาระบบ คมนาคม ดังนั้น หากสามารถหาความเหมาะสมได้ แต่แนวทางการศึกษาต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนทราบได้ สำหรับความคืบหน้าในการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. ...   เพื่อให้กรมขนส่งทางรางมีอำนาจ กำกับดูแลควบคุมการขนส่งทางราง (ขร.) นั้น  กฎหมายดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จหลัง เม.ย. 2563 ก่อนส่งกลับมายังกระทรวงคมนาคม จากนั้นจะส่งไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ ส่งไปที่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยจะให้อำนาจเกี่ยวกับเรื่อง มาตรฐานรถ การอนุญาตใบขับขี่รถไฟ และการขออนุญาตในด้านต่างๆ ในขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา โดยในระหว่างนี้ ขร. จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องการประกาศกฎกระทรวง  หาก พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ ดังกล่าว ผ่านการพิจารณา เพื่อเดินหน้าดำเนินการ ทั้งในเรื่องของบุคลากร รวมถึงการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับระบบราง เช่น ใบอนุญาตขับขี่รถไฟ เป็นต้น ในส่วนของการแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ และปัญหาการจราจรนั้น จะต้องมีการกำหนดนโยบายอย่างชัดเจน และบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กรมทางหลวง (ทล.) เพื่อพิจารณาสร้างทางยกระดับ หรือทางลอด ในการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ที่ผ่านมา พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2562 เพื่อจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารงานของกรม ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562 แต่ต้องมีกฎหมายอีกฉบับเพื่อให้อำนาจรองรับการดำเนินการ