นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กล่าวว่า ข้อมูลที่ทาง JCCB สำรวจจากบริษัทญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกของ JCCB เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อกำหนดนโยบายของรัฐบาลและการประกอบธุรกิจของญี่ปุ่น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นและไทยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน แม้ว่าขณะนี้ไทยกำลังประสบปัญหาทั้งผลกระทบจากสงครามเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ปัญหาภัยแล้ง การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 และฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งดำเนินนโยบายเร่งรัดการลงทุนภายในประเทศ แม้จะประสบปัญหาเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่อยู่ระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 จะมีความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ หากเป็นไปตามการคาดการณ์คือ สามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 ได้ กระทรวงฯ พร้อมเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ทันที เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนผลการสำรวจฯ ที่บริษัทญี่ปุ่นให้ความสนใจการพัฒนาสาธารณูปโภคเชื่อมโยงพื้นที่ EEC นั้น รัฐบาลไทยได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างจริงและมีความคืบหน้า ทั้งการก่อสร้างท่าอากาศยานอู่ตะเภา ขณะนี้ประกาศผลผู้ชนะการประมูลแล้ว โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีการลงนามในสัญญาแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2562 และการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ขณะนี้ได้ผลการประกวดราคาผู้รับจ้างแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของ EEC และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมใช้งานได้ประมาณปี 2567-2568 ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อสร้างความสะดวกให้นักลงทุน อาจจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ EEC ของบริษัทญี่ปุ่นต่อไป นอกจากนี้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และได้เห็นชอบกรอบแนวคิดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มีการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ทั้งนี้ ขอให้ JETRO และ JCCB พิจารณาเพิ่มความถี่การสำรวจดังกล่าวให้มากขึ้น เช่น รายไตรมาส 3 เดือน เนื่องจากข้อมูลเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถนำมาประกอบการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทันต่อสถานการณ์ และสามารถกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพราะคณะรัฐมนตรีมีการประชุมคณะต่าง ๆ เป็นประจำทุกเดือน ในส่วนของกระทรวงฯ จะนำข้อมูลในครั้งนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำหรับ JETRO และ JCCB มีความร่วมมือกับกระทรวงฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดย JCCB ได้สำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง เพื่อสะท้อนสภาพธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างครอบคลุม ซึ่งจากการสำรวจแนวโน้มฯ โดยส่งแบบสอบถามไปยังบริษัทสมาชิก JCCB สอบถามในประเด็นต่าง ๆ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2562 มีแนวโน้มเศรษฐกิจหรือ DI อยู่ที่ –19 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ส่วนช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ปรับตัวมาอยู่ที่ –38 และตัวเลขคาดการณ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 อยู่ที่ -18 ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 เศรษฐกิจไทยเกิดการชะลอตัว เนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลให้ดัชนี DI ยังคงอยู่ในแดนลบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ค่าดัชนี DI มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการยังคงมีความวิตกกังวลกับสภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การแข็งค่าของเงินบาท และมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทย รวมทั้งกระทรวงฯ อาทิ ให้รัฐบาลไทยส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสาธารณูปโภค เพื่อให้การนำเข้า – ส่งออกสินค้าของญี่ปุ่น สะดวกมากยิ่งขึ้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล การพัฒนาปรับปรุงระบบการบังคับใช้ระบบศุลกากร พิธีการศุลกากร และการรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น ส่วนผลการสำรวจเกี่ยวกับพื้นที่ EEC มีบริษัทญี่ปุ่นให้ความสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC ถึง 129 บริษัท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีความสนใจ 81 บริษัท ทั้งนี้ การดำเนินการของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยจะประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งต้องได้รับการผลักดันด้านนโยบายจากกระทรวงฯ

