"ศักดิ์สยาม" เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างคุณภาพชีวิตด้านการขนส่งเดินทางที่ดีให้ประชาชน

"ศักดิ์สยาม" เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างคุณภาพชีวิตด้านการขนส่งเดินทางที่ดีให้ประชาชน

กระทรวงคมนาคมเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อเสริมศักยภาพ   ในการแข่งขันของประเทศ สร้างคุณภาพชีวิตด้านการขนส่งเดินทางที่ดีให้ประชาชน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม  เร่งเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายระบบรางโดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ ตามข้อสั่งการสำคัญของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ สร้างคุณภาพชีวิตด้านการขนส่งเดินทางที่ดีให้ประชาชน โดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ งานก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 จำนวน 7 โครงการ ให้เป็นไปตามแผนงานและแผนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ประกอบด้วย โครงการรถไฟทางคู่เส้นทาง ฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า-แก่งคอย และชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2563 เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 และเส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, มาบกะเบา-ชุมทางจิระ, นครปฐม-หัวหิน, หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566 ทั้งนี้หากเกิดปัญหาอุปสรรคที่ทำให้การดำเนินโครงการล่าช้าให้ รฟท. เร่งดำเนินการแก้ไขพร้อมรายงานให้กระทรวงคมนาคมทราบทันที สำหรับโครงการรถไฟทางคู่เส้นทางใหม่ สายเด่นชัย - เชียงราย-เชียงของ ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้วให้ รฟท. เร่งดำเนินการประกวดราคางานก่อสร้าง ส่วนเส้นทางบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม เร่งผลักดันรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยเร็ว ขณะเดียวกันให้เสนอการปรับปรุงข้อมูลโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 7 โครงการ ตามความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แก่ ปากน้ำโพ-เด่นชัย, เด่นชัย-เชียงใหม่, ขอนแก่น-หนองคาย, ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี,  สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์  และส่งให้ สศช. ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และรายงานให้กระทรวงคมนาคมทราบด้วย นอกจากนี้ได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางรางเร่งศึกษาการพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศและการใช้ประโยชน์ระบบรถไฟให้เต็มประสิทธิภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักในการเดินทางและขนส่งสินค้าของประเทศในอนาคตอันใกล้