"ศักดิ์สยาม" ทำได้ ครม. ไฟเขียวร่างสัญญาขยายสัมปทานทางด่วน 15 ปี 8 เดือน พร้อมจบ17 คดีระหว่าง กทพ.-บีอีเอ็ม

"ศักดิ์สยาม" ทำได้ ครม. ไฟเขียวร่างสัญญาขยายสัมปทานทางด่วน 15 ปี 8 เดือน พร้อมจบ17 คดีระหว่าง กทพ.-บีอีเอ็ม

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุมมีมติร่างสัญญาข้อยุติข้อพิพาททางด่วนระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยให้มีการขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ อย่างไรก็ตามสำหรับสัญญาระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A ช่วงรัชดาฯ-พระราม9  ส่วน B ช่วงพญาไท-บางโคล่  และส่วน C ช่วงแจ้งวัฒนะ-รัชดาฯ จะสิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นสิ้นสุด 31 ตุลาคม 2578 ส่วนทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D ช่วงบางปะอิน-ปากเกร็ด จะสิ้นสุดวันที่ 22 เมษายน 2570 และโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (C+) ที่จะสิ้นสุด 27 กันยายน 2569 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2578 เช่นกัน โดยมีเงื่อนไขให้ยุติข้อพิพาทระหว่างกันและถอนฟ้องคดี 17 คดีทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าหนี้ 78,908 ล้านบาท นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า สาเหตุที่จำเป็นต้องเร่งพิจารณาขยายอายุสัมปทานให้ BEM เนื่องจากจะสิ้นสุดอายุสัมปทานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ หากปล่อยให้หมดอายุสัมปทานจะต้องมีการประมูลหาผู้ให้บริการรายใหม่ ไม่สามารถทำสัญญาขยายอายุสัมปทานได้ ขณะที่มูลค่าหนี้ที่จะต้องจ่ายให้กับ BEM ไม่ได้ยุติ และดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกวัน หากปล่อยให้หมดอายุสัมปทานตามเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินให้กับ BEM รวมเงินต้นและดอกเบี้ย 300,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ ต้องรอมติ ครม.จากเลขา ครม.แจ้งไปที่กระทรวงคมนาคม เพื่อแจ้งไปที่คณะกรรมการ บอร์ด กพท. เมื่อบอร์ดรับทราบมติ ครม.ก็เข้าสู่กระบวนการยื่นเรื่องไปที่ศาลฯ และอนุญาโตตุลาการเพื่อถอนฟ้องทุกคดีหลังจากนั้นจะนัดเซ็นสัญญาต่อไป นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสำหรับข้อพิพาทที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสินคดี มีจำนวน 11 คดี จากทั้งหมด 17 คดี โดยมี 6 คดีที่มีผลตัดสินแล้ว ซึ่ง BEM ชนะ 3 คดี ที่เป็นประเด็นการสร้างทางแข่งขัน รวมเป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคดีแรก BEM ชนะคดี 4 พันกว่าล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) ส่วนประเด็นการไม่ให้ปรับค่าผ่านทาง กทพ.แพ้ 2 คดี ขณะที่ประเด็นอื่น กทพ.ชนะ BEM คิดเป็นวงเงิน 491 ล้านบาท “หากไม่ดำเนินการใดๆในวันนี้ 11 คดีที่เหลือ คาดว่าจะใช้เวลากว่าจะได้ข้อยุติในปี 78 โดยประเมินว่าจะมีค่าเสียหายประมาณ 3 แสนล้านบาทบวกดอกเบี้ย ดังนั้น ครม. จึงให้เจรจากับ BEM โดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ให้แลกเป็นระยะเวลาสัมปทานแทน” นายวิษณุ กล่าว ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาสัมปทานทางด่วนใกล้จะสิ้นสุดวันที่ 28 ก.พ. 2563 หากสิ้นสุดสัญญาจะไม่สามารถเจรจาได้ และต้องเปิดประมูลใหม่ ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 และต้องให้ทั้งสองฝ่าย กทพ.และ BEM ดำเนินการถอนฟ้อง ทั้งที่อยู่ในชั้นที่มีชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด ที่คาดใช้เวลา 5-7 วัน ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ กทพ. กล่าวว่า การระงับข้อพิพาทครั้งนี้ ยังกำหนดการจ่ายผลตอบแทนตามเดิม คือ แบ่งสัดส่วนรายได้ให้ กทพ. 60% และ 40% ให้ BEM ในสัญญา A B C และ D ส่วนสัญญา C+ BEM ได้ค่าตอบแทนทั้ง 100% และตามแนวทางการขยายอายุสัญญาสัมปทานได้กำหนดให้ BEM สามารถปรับขึ้นค่าผ่านทางได้ปีละ 1 บาท แต่จะปรับขึ้นได้เพียงครั้งเดียวคือ ปี 2571 หรือขึ้นค่าผ่านทาง 10 บาท ส่วนอีก 5 ปี 8 เดือนไม่ให้ปรับขึ้น