นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า สาเหตุที่จำเป็นต้องเร่งพิจารณาขยายอายุสัมปทานให้ BEM เนื่องจากจะสิ้นสุดอายุสัมปทานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ หากปล่อยให้หมดอายุสัมปทานจะต้องมีการประมูลหาผู้ให้บริการรายใหม่ ไม่สามารถทำสัญญาขยายอายุสัมปทานได้ ขณะที่มูลค่าหนี้ที่จะต้องจ่ายให้กับ BEM ไม่ได้ยุติ และดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกวัน หากปล่อยให้หมดอายุสัมปทานตามเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินให้กับ BEM รวมเงินต้นและดอกเบี้ย 300,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ ต้องรอมติ ครม.จากเลขา ครม.แจ้งไปที่กระทรวงคมนาคม เพื่อแจ้งไปที่คณะกรรมการ บอร์ด กพท. เมื่อบอร์ดรับทราบมติ ครม.ก็เข้าสู่กระบวนการยื่นเรื่องไปที่ศาลฯ และอนุญาโตตุลาการเพื่อถอนฟ้องทุกคดีหลังจากนั้นจะนัดเซ็นสัญญาต่อไป
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสำหรับข้อพิพาทที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสินคดี มีจำนวน 11 คดี จากทั้งหมด 17 คดี โดยมี 6 คดีที่มีผลตัดสินแล้ว ซึ่ง BEM ชนะ 3 คดี ที่เป็นประเด็นการสร้างทางแข่งขัน รวมเป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคดีแรก BEM ชนะคดี 4 พันกว่าล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) ส่วนประเด็นการไม่ให้ปรับค่าผ่านทาง กทพ.แพ้ 2 คดี ขณะที่ประเด็นอื่น กทพ.ชนะ BEM คิดเป็นวงเงิน 491 ล้านบาท
“หากไม่ดำเนินการใดๆในวันนี้ 11 คดีที่เหลือ คาดว่าจะใช้เวลากว่าจะได้ข้อยุติในปี 78 โดยประเมินว่าจะมีค่าเสียหายประมาณ 3 แสนล้านบาทบวกดอกเบี้ย ดังนั้น ครม. จึงให้เจรจากับ BEM โดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ให้แลกเป็นระยะเวลาสัมปทานแทน” นายวิษณุ กล่าว
ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาสัมปทานทางด่วนใกล้จะสิ้นสุดวันที่ 28 ก.พ. 2563 หากสิ้นสุดสัญญาจะไม่สามารถเจรจาได้ และต้องเปิดประมูลใหม่ ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 และต้องให้ทั้งสองฝ่าย กทพ.และ BEM ดำเนินการถอนฟ้อง ทั้งที่อยู่ในชั้นที่มีชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด ที่คาดใช้เวลา 5-7 วัน
ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ กทพ. กล่าวว่า การระงับข้อพิพาทครั้งนี้ ยังกำหนดการจ่ายผลตอบแทนตามเดิม คือ แบ่งสัดส่วนรายได้ให้ กทพ. 60% และ 40% ให้ BEM ในสัญญา A B C และ D ส่วนสัญญา C+ BEM ได้ค่าตอบแทนทั้ง 100% และตามแนวทางการขยายอายุสัญญาสัมปทานได้กำหนดให้ BEM สามารถปรับขึ้นค่าผ่านทางได้ปีละ 1 บาท แต่จะปรับขึ้นได้เพียงครั้งเดียวคือ ปี 2571 หรือขึ้นค่าผ่านทาง 10 บาท ส่วนอีก 5 ปี 8 เดือนไม่ให้ปรับขึ้น
