"กพท.-กรมเจ้าท่า" คุมเข้มสกัดไวรัส “COVID-19” อุดช่องว่าง เดินทางเข้าไทย มีผลเวลา 00.00 น. ของวันที่ 21 มี.ค.นี้

"กพท.-กรมเจ้าท่า" คุมเข้มสกัดไวรัส “COVID-19” อุดช่องว่าง เดินทางเข้าไทย มีผลเวลา 00.00 น. ของวันที่ 21 มี.ค.นี้

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 2 เพื่ออุดช่องว่างการเดินทางจากประเทศที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาด COVID-19 ไม่เกิน 14 วัน ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย จากเดิม 4 ประเทศ และ 2 เขตปกครองตนเองพิเศษ

ทั้งนี้ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 มีนาคม 2563 เวลา 00.00 น. โดยได้ประสานงานกับสายการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว สำหรับประกาศฉบับที่ 2 นั้น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกประกาศ เรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศเกี่ยวกับการให้บริการจากท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่อง โดยตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ท้องที่นอกราชอาณาจักร ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงเขตบริหารพิเศษมาเก๊า เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐอิตาลี และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เป็นเขตโรคติดต่ออันตรายเชื้อไวรัส COVID-19 นั้น และ กพท.ได้ประกาศแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศเกี่ยวกับการให้บริการจากท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ดำเนินการดินอากาศในการปฏิบัติการบินระหว่างท้องที่ดังกล่าว และเพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคของประเทศ ปัจจุบันปรากฏว่าพื้นที่แพร่กระจายของผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ครอบคลุมเขตพื้นที่ในประเทศต่างๆ มากขึ้น กพท.จึงออกประกาศแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม สำหรับผู้ดำเนินการเดินอากาศเกี่ยวกับการให้บริการ จากพื้นที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย และพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่อง ตามประกาศกรมควบคุมโรค โดยในกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้ท้องที่นอกราชอาณาจักรใด เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 หรือกรมควบคุมโรค ได้กำหนดพื้นที่ได้เป็นพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่อง ผู้โดยสารที่มีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวในระยะเวลา 14 วันที่ผ่านมา ก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศไทยต้องได้รับการกักตัว และอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออย่างอื่นตามที่รัฐบาลไทยกำหนด ขณะเดียวกัน ให้ผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ให้บริการผู้โดยสาร ที่จะเดินทางมายังประเทศไทย ดำเนินการคัดกรอง กล่าวคือ ในเวลาที่ผู้โดยสารแสดงตัวเพื่อออกบัตรขึ้นเครื่อง (Check-in) ให้ตรวจสอบประวัติการเดินทางของผู้โดยสารว่า ในระยะเวลา 14 วันที่ผ่านมา มีการเดินทางไปยังพื้นที่ที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย หรือพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่องหรือไม่ พร้อมทั้งตรวจสอบใบรับรองแพทย์ ที่ออกให้โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนการเดินทาง ที่ยืนยันว่ามีการตรวจผู้โดยสารแล้วไม่พบเชื้อไวรัส COVID-19 รวมถึงตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยที่แสดงการคุ้มครองการรักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมถึงโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้โดยสารที่จะเดินทางมายังประเทศไทยเป็นผู้มีสัญชาติไทย ให้ผู้ดำเนินการเดินอากาศ ดำเนินการคัดกรอง คือ ในเวลาที่ผู้โดยสารแสดงตัวเพื่อออกบัตรโดยสาร (Check-in) ให้ตรวจสอบใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่า มีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง และตรวจสอบหนังสือรับรองการเดินทางกลับประเทศไทยที่สถานเอกอัครราชทูตไทย สถานกงสุลใหญ่ หรือกระทรวงการต่างประเทศออกให้ หากพบว่าผู้โดยสารมีประวัติการเดินทาง และผู้โดยสารนั้นไม่สามารถแสดงหลักฐานทั้งหมดตาม และครบถ้วนสมบูรณ์ ให้ผู้ดำเนินการเดินอากาศ ปฏิเสธการขึ้นเครื่อง และงดการออกบัตรขึ้นเครื่อง (Boarding Pass) จากนั้น ให้กรอกข้อมูลแสดงที่พัก ที่สามารถติดต่อได้ในประเทศไทย ตามแบบ ต.8 และยื่นต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศที่สนามบินปลายทาง หรือกรอกข้อมูลใน Application "AOT Airport of Thailand" นายศักดิ์สยาม  เปิดเผยด้วยว่า กรมเจ้าท่า ได้ประกาศ แนวปฏิบัติ เพิ่มเติม เรื่อง ณ วันที่ 18 มีนาคม สำหรับเรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทย กรณีเป็นเรือจากท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID-19)เพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID 19) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อพ.ศ.2558 และกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID-19) พ.ศ.2563 ทั้งนี้ได้กำหนดให้ท้องที่นอกราชอาณาจักร ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) สาธารณรัฐประชาชนจีน (People's Republic of China) รวมถึงเขตบริหารพิเศษมาเก๊ (Macao) และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong)สาธารณรัฐอิตาลี (talian Republic) และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) เป็นเขต โรคติดต่ออันตราย ไวรัสโคโรนา (COVID 19) ซึ่งกรมเจ้าท่าได้ออกประกาศกรมจ้าท่า ที่ 41/0563 เรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับเรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทย อย่างไรก็ตามกรณีเป็นเรือจากท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัส(COVID-19) ลงวันที่ 9มีนาคม 2563 ไปแล้ว นั้นปัจจุบันปรากฏว่าพื้นที่แพร่กระจายของผู้ติดเชื้อโรคติดเชื้อ (COVID-19) ได้ครอบคลุมเขตพื้นที่ในประเทศต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่าจึงออกประกาศกรมเจ้าท่า เรื่องแนวปฏิบัติสำหรับเรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทย กรณีเป็นเรือจากท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัส(COVID-19) เพิ่มเติมครั้งที่ ดังนี้ ในกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้ท้องที่นอกราชอาณาจักรใดเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัส(COVID-19) หรือเป็นพื้นที่ที่มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข ว่าพบผู้ติดเชื้อโรคไวรัส(COVID-19)นายเรือ คนประจำเรือ ผู้โดยสาร และบุคคลใด ๆ ที่จะลงเรือ ที่มีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวในระยะเวลา 14 วันที่ผ่านมาก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศไทยต้องได้รับการกักตัว และอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออย่างอื่นตามที่รัฐบาลกำหนด สำหรับผู้ประกอบกิจการเดินเรือ เจ้าของเรือ ผู้ครอบครองเรือ นายเรือ และผู้ควบคุมเรือ ที่เดินเรือจากท่าเรือประเทศต้นทางในท้องที่ที่เป็นเขตโรคติดต่ออันตรายและพื้นที่มีรายงานจากกระทรวง สาธารณสุขหรือ World Heatth Organization ว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัส(COVID-19) ดำเนินการคัดกรองนายเรือ คนประจำเรือ ผู้โดยสาร และบุคคลใด ๆ ก่อนลงเรือโดยการ ตรวจสอบประวัติการเดินทางในระยะเวลา 14 วันที่ผ่านมาว่ามีการเดินทางไปยังพื้นที่ที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายหรือพื้นที่มีรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ต้องตรวจสอบใบรับรองแพทย์ ที่ออกให้โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง ก่อนการเดินทาง ที่ยืนยันว่ามีการตรวจแล้วไม่พบเชื้อไวรัส(COVID-19) นอกจากต้องตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยที่แสดงการคุ้มครองการรักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมถึงโรคติดเชื้อไวรัส(COVD-19) เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ หากพบว่าไม่ได้ปฎิบัติตามกฏข้างต้นที่กล่าวมาครบถ้วนสมบูรณ์ ให้ผู้ประกอบกิจการเดินเรือ เจ้าของเรือ ผู้ครอบครองเรือ นายเรือ และผู้ควบคุมเรือ ปฏิเสธการลงเรือ อย่างไรก็ตามในกรณีที่นายเรือ คนประจำเรือ ผู้โดยสาร และบุคคลใด ๆ ที่จะลงเรือเพื่อเดินทางจากพื้นที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายหรือพื้นที่ที่มีรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบผู้ติดเชื้อไวรัส(COVID-19) มายังประเทศไทย เป็นผู้มีสัญชาติไทยให้ผู้ประกอบกิจการเดินเรือ เจ้าของเรือ ผู้ครอบครองเรือ นายเรือ และผู้ควบคุมเรือ ดำเนินการคัดกรองนายเรือ คนประจำเรือ ผู้โดยสาร และบุคคลดังกล่าวก่อนลงเรือ โดยให้ตรวจสอบใบรับรองแพทย์ว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง,ตรวจสอบหนังสือรับรองการเดินทางกลับประเทศไทยที่สถานเอกอัครราชทูตไทยหรือ สถานกงสุลใหญ่ออกให้เมื่อบุคคลนั้นลงเรือแล้ว ให้ผู้ประกอบกิจการ เดินเรื่อฯ จัดให้มีการกรอกข้อมูลตามแบบ ต.8ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และยื่นต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่นควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศที่ท่าเรือปลายทาง ทั้งนี้เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ผู้ประกอบกิจการเดินเรือ เจ้าของเรือ ผู้ครอบครองเรือ นายเรือ และผู้ควบคุมเรือ ต้องดำเนินการฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดเรือตามมาตรฐานที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศกำหนด โดยเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศมีอำนาจออกคำสั่งตามความในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ห้ามผู้ใดเข้าไปในหรือออกจากเรือที่เดินเข้มาในราชอาณาจักรซึ่งยังไม่ได้รับการตรวจจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่นควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และห้ามนำพาหนะอื่นใดเข้าเทียบเรือนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาต นอกจากนี้ห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการเดินเรือ เจ้าของเรือ ผู้ครอบครองเรือ นายเรือ และผู้ควบคุมเรือนำบุคคลซึ่งไม่ได้มีการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดเข้ามาในราชอาณาจักร โดยต้องกำจัดความติดโรค เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ของโรค,จัดให้เรือจอดอยู่ ณ สถานที่ที่กำหนด จนกว่าเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศจะอนุญาตให้ไปได้,ให้ผู้ซึ่งมากับเรือนั้นรับการตรวจในทางแพทย์ และอาจให้แยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกตหรือรับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ณ สถานที่และระยะเวลาที่กำหนด ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนมาตรการดังกล่าวให้ผู้ประกอบกิจการเดินเรือเจ้าของ และผู้ครอบครองเรือ จะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการส่งนายเรือ คนประจำเรือ ผู้โดยสาร และบุคคลใด ๆ ที่มากับเรือนั้น เพื่อแยกกัก กักกัน คุมไว้สังเกต หรือรับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ตลอดทั้งออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู การรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ทั้งนี้ให้ผู้ประกอบกิจการเดินเรือ เจ้าของเรือ ผู้ครอบครองเรือ นายเรือ และผู้ควบคุมเรือปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังโรคติดต่ออันตรายและมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออันตรายตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดตามความในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558โดยเคร่งครัด และแจ้งแนวปฏิบัติตามประกาศนี้ให้เจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือต้นทาง นายเรือ คนประจำเรือ ผู้โดยสาร และบุคคลใด ๆ ที่ลงเรือทราบและถือปฏิบัติ โดยให้นายเรือหรือผู้ควบคุมเรือประกาศเพิ่มเติมบนเรือให้ผู้ที่อยู่ บนเรือทราบโดยทั่วกัน

*****************

key maccafee