"กมล รอดคล้าย" ย้ำภารกิจ "หนี้ กยศ." ทุกข์ของเด็กไทย ภูมิใจไทยมาแก้ไขปัญหา

"กมล รอดคล้าย" ย้ำภารกิจ "หนี้ กยศ." ทุกข์ของเด็กไทย ภูมิใจไทยมาแก้ไขปัญหา

"ในทุกประเทศการจัดการศึกษาเป็นหน้าที่หลักของรัฐที่จะต้องสร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนทุกคน โดยความมุ่งหวังว่าเมื่อเด็กและเยาวชนสำเร็จการศึกษา ก็จะได้ออกมาประกอบอาชีพ และเป็นผู้สร้างความเจริญให้กับชาติบ้านเมือง"

ดร.กมล รอดคล้าย ทีมยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาพรรคภูมิใจไทย

ดังจะเห็นได้ว่าทุกประเทศทุ่มเทงบประมาณและสรรพกำลังเพื่อจัดการศึกษา และพยายามสร้างกลไกลในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทุกคนในสังคม แต่ในการจัดการศึกษา ก็จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้น ก็ไม่อาจเพียงพอ หากรัฐเป็นผู้สนับสนุนแต่เพียงฝ่ายเดียว ประชาชนทุกคน จำเป็นต้องใช้เงินและทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาด้วย แม้ในหลายประเทศจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเด็ก และค่าอุปกรณ์ การเรียนการสอน ร่วมทั้ง ค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องจากการศึกษา ก็ยังมีอีกจำนวนมาก ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงทำให้คนยากคนจน คนด้อยโอกาส หรือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ จะมีโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่าคนที่มีฐานะรำรวย อันเป็นความเหลื่อมล้ำที่มีมาตั้งแต่กำเนิด และหากไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนี้ก็จะยิ่งทวีความรุนแรง และช่องว่างระหว่างคนจน กับคนร่ำรวยก็จะยิ่งมากขึ้น ประเทศต่างๆ พยายามจัดระบบเพื่อสนับสนุนคนยากจน คนขาดแคลน หรือด้อยโอกาส ในรูปแบบต่างๆ การให้ทุนการศึกษาก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก ทั้งในรูปแบบของการให้เปล่า การกู้ยืม หรือการสนับสนุนในบางกลุ่มคน บางประเภทสาขาวิชาที่ขาดแคลน สำหรับในประเทศไทยก็มีกองทุนต่างๆ ในลักษณะเดียวกัน โดยรัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ยากไร้ได้กู้ยืม เพื่อนำไปใช้เป็นค่าลงทะเบียน หรือค่าใช้จ่ายอันเนื่องมากจากการเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  ซึ่งกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่นักเรียน หรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีผู้กู้ยืมไปแล้วจนกระทั่งถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2561) รวม 5,284,249 ราย ใช้งบประมาณในการกู้ยืมไปแล้วทั้งสิ้น 553,492 ล้านบาท ในการให้กู้ยืมดังกล่าวนี้ มีเงื่อนไขสำคัญภายในพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 กล่าวคือ ผู้กู้ จะต้องกู้ตามความจำเป็นภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีจำนวนเงินในการกู้แตกต่างกันไปตามระดับการศึกษา และสาขาวิชา ผู้กู้ 1 คน มีผู้ค้ำประกัน 2 คน เมื่อเรียนจบจะมีระยะปลอดหนี้ 2 ปี จากนั้นจะต้องใช้เงินคืนโดยมีดอกเบี้ยและระยะเวลาตามที่กำหนด หากผิดนัดการใช้หนี้ตามสัญญา จะต้องจ่ายเบี้ยปรับ หรือหากผู้ใดไม่ใช้หนี้กองทุน ผู้ค้ำประกันก็จะต้องรับผิดชอบในการใช้หนี้ทดแทน ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีผู้กู้ซึ่งชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 670,772 ราย ได้รับเงินคืนแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท มีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 50,135 ราย ซึ่งกองทุนจะยกหนี้ให้ ในขณะเดียวกันปัญหาซึ่งเกิดขึ้นก็คือ ผู้ที่อยู่ระหว่างการกู้และชำระหนี้ ประมาณ 4.1 ล้านราย มีผู้กู้อยู่ระหว่างการศึกษาและปลอดหนี้ 1,051,520 ราย อยู่ในระหว่างชำระหนี้ 3,111,822 ราย โดยบุคคลดังกล่าวเหล่านี้ ไม่มีเงินสำหรับใช้หนี้กองทุนและถูกดำเนินคดี ถึงประมาณ 140,000 ราย รวมคิดเป็นมูลค่าหนี้ประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่านี่เป็นปัญหาอันหนักหน่วงของระบบการศึกษาไทย เป็นความทุกข์ใจของเด็กและเยาวชน ที่เมื่อเรียนจบ กลับกลายเป็นบุคคลที่ติด Black list หรือเป็นบุคคล NPL การหางานทำยิ่งยากขึ้น ผู้ค้ำประกัน ทั้งที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และผู้ใกล้ชิด กลายเป็นผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชอบ เมื่อถูกฟ้องร้องก็อาจต้องจ่ายค่าปรับหรือสูญเสียทรัพย์สินที่จะต้องนำมาเพื่อจำหน่ายหรือชดใช้ เราคงจะไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำรงอยู่เป็นภาวะอันบั่นทอนจิตใจของเด็กและเยาวชน รวมทั้งเป็นบาดแผลในความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวของ รวมทั้งคนไทยทุกคน โดยสามารถกำหนดแนวทางในการแก้ไขและประกาศเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่งมิได้มีความยุ่งยากหรือซับซ้อนแต่ประการใด หากแต่อยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า “เราจะต้องลงทุนเพื่อพัฒนาเด็ก อันเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติ แม้แต่การลงทุนโดยไม่มีรายได้กลับคืน ก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องกระทำ ยิ่งเป็นเรื่องของการกู้ยืม การคิดดอกเบี้ย หรือค่าปรับไม่ใช้สิ่งที่ควรจะทำ เพราะมิได้เป็นเรื่องของธุรกิจ หรือเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องมาหารายได้จากเด็กและเยาวชน” โดยวิธีการแก้ไขสามารถดำเนินการได้ ดังนี้ 1. สำหรับผู้ที่มีความพร้อม สามารถจ่ายหนี้ได้ ควรให้มีการปรับลดดอกเบี้ยหรือลดค่าปรับ ซึ่งขณะนี้มีอัตราที่สูงจนเกินไป จะทำให้ผู้กู้มีความสามารถในการใช้หนี้มากขึ้น ระบบการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการลดดอกเบี้ยและค่าปรับนี้ ดำเนินการได้ไม่ยาก เพียงแต่แก้ไขระเบียบว่าด้วยการให้กู้และการชดใช้เงินยืม ให้มีการปรับลดหรืองดเว้น ดอกเบี้ย หรือค่าปรับ โดยมิได้จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายหลักแต่ประการใด 2. ให้มีการพักหนี้ จากเดิมมีระยะปลอดหนี้ 2 ปี เป็น 5 ปี เนื่องจากระยะเวลาเพียง 2 ปี ผู้จบการศึกษาจำนวนมากยังไม่สามารถหางานทำได้ หรือยังอยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยนงานที่ทำ ขาดความมั่นคงและบั่นทอนขวัญกำลังใจ การพักหนี้ระยะยาวขึ้น ส่งผลให้ผู้จบการศึกษามีงานทำจัดการกับระบบชีวิตของตนเองได้ดีขึ้น และสามารถจัดสรรเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้รับเพื่อการใช้หนี้ได้ 3. ต้องยกเลิกผู้ค้ำประกัน ซึ่งปัจจุบันนี้มีมากกว่า 8.2 ล้านคน โดยปลดผู้ค้ำประกันให้พ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันตามระเบียบกองทุนนี้ เนื่องจากมิได้มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมีผู้มารับรองหรือค้ำประกันให้กับผู้กู้ นักเรียนนักศึกษาทุกคน ถือเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ การกู้ยืมก็นำไปใช้เพื่อการศึกษา เป็นผู้ที่สามารถรับรองตัวเองได้ว่าเมื่อเรียนจบก็จะมีรายได้และย่อมพร้อมที่จะนำรายได้มาใช้หนี้กองทุน กยศ. ผู้มีการศึกษาสูงย่อมไม่อยากเป็นหนี้ และไม่มีใครมีความตั้งใจที่จะไม่ใช้หนี้ เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่ระบบซึ่งแข็งตัวจนเกินไปและเป็นไปอย่างเคร่งครัด จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นเช่นในปัจจุบัน 4. อาจจัดให้มีระบบการใช้หนี้ในรูปแบบอื่นแทนตัวเงิน เช่น การทำงานในหน่วยราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรการกุศล หรือแม้แต่ภาคประชาชน ภาคเอกชน และคำนวณเป็นตัวเงินเพื่อนำมาชดใช้แทน รวมทั้ง เมื่อมีการลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คนยากจน ก็อาจเอื้อมาถึงลูกหนี้เหล่านี้ด้วย และในอนาคตอาจใช้ระบบกองทุนผูกติดกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ซึ่งเด็กไม่จำเป็นต้องชำระหนี้ แต่ไปคิดรวมกับภาษีเงินได้ประจำปีของผู้กู้แทน เด็กและเยาวชนไทยเป็นหนี้ กยศ. เป็นความทุกข์ใจ ทั้งเด็กเยาวชนและครอบครัว รวมทั้งผู้คนในสังคม เป็นปรากฏการณ์อันไม่ควรจะเกิดขึ้น และต้องรวมกันขจัดปัดเป่าให้หมดสิ้น นี่คือปัญหาเก่าที่ระบบเดิมได้สร้างไว้ ซึ่งเราจำเป็นต้องแก้ไขให้จบสิ้นในยุคสมัยของเรา ก่อนจะเริ่มต้นกำหนดทิศทางการศึกษาใหม่ที่ดีและมีคุณภาพกว่าเดิมและหาวิธีป้องกันมิให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตในลักษณะของกองทุนกู้ยืมทางการศึกษานี้กลับมาอีก