โดยที่ประชุมให้ความสำคัญกับการเร่งจัดหาหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และหน้ากากทางเลือก ที่จำเป็นต้องเร่งนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งติดปัญหาว่าภาคเอกชนชะลอนำเข้าเพราะหน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุมราคาจำหน่าย ด้านกรมการค้าภายในยืนยันว่า หน้ากากอนามัยที่นำเข้ามาจากต่างประเทศสามารถจำหน่ายตามราคาต้นทุนที่นำเข้ามา และบวกเพิ่มกำไรได้ และขณะนี้กลุ่มผู้ผลิตสิ่งทอยังปรับตัวหันมาผลิตหน้ากากอนามัยผ้า อีกทั้ง กลุ่มผู้ผลิตเครื่องสำอาง ก็ปรับตัวหันมาผลิตแอลกอฮอล์ และเจลล้างมือ ซึ่งสินค้ากำลังทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าประชาชนจะเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้มากขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุมได้แบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 7 กลุ่ม โดยรองนายกฯ จุรินทร์ มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าศูนย์บัญชาการ หรือ วอร์รูม กำหนดมาตรการกำกับดูแลสินค้า 7 กลุ่ม ตลอดห่วงโซ่การผลิตจนถึงการบริโภค ได้แก่
1.อาหารสำเร็จรูป ผู้รับผิดชอบได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2.สินค้าอาหารสด ผู้รับผิดชอบได้แก่ กรมการค้าภายใน
3.ข้าว ผู้รับผิดชอบได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ
4.ผลไม้ ผู้รับผิดชอบได้แก่ กรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
5.วัตถุดิบอาหารสัตว์ ผู้รับผิดชอบได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ
6 logistics ผู้รับผิดชอบได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักยุทธศาสตร์การค้า
7.ยาและเครื่องทือแพทย์ ผู้รับผิดชอบได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
โดยวอร์รูมสินค้า ทุกกลุ่มจะดำเนินมาตรการดูแลสถานการณ์รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ อย่างรวดเร็ว ส่วนข้อกังวลเรื่องปริมาณสำรองอาหาร และการกักตุน กรณีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลุ่มผู้ผลิตยืนยันว่า อาหารเพียงพอต่อการบริโภคซึ่งการขยับขึ้นของราคาไข่ไก่ในช่วงนี้มาจากการความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น วันเดียว 3 เท่า เมื่อประชาชนคลายความตระหนกลงได้สถานการณ์ราคาก็จะกลับสู่ภาวะปกติ

