16 เมษายน 2563 เวลา 20:16
"รมว.ศักดิ์สยาม" เร่งคุย ก.เกษตรภายใน 2 สัปดาห์ หารือใช้ยางพาราในโครงการคมนาคม หวังช่วยช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง
“ศักดิ์สยาม” เร่งคุย ก.เกษตรภายใน 2 สัปดาห์ หารือใช้ยางพาราในโครงการคมนาคม หวังช่วยช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง ดึงเงินถึงมือเพิ่มขึ้น สร้างความปลอดภัยบนถนน เล็งใช้ Rubber Fender Barrier บนเกาะกลางถนน ทล.-ทช. ลั่น 3 ปีใช้ยาง 3.36 แสนตัน
เมื่อวันที่ 16 เมษายาน 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม เตรียมนัดหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพื่อพูดคุยถึงเรื่องปริมาณที่กระทรวงคมนาคมจะนำยางพารามาใช้ในภารกิจของกระทรวงคมนาคม เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงปรับใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

โดยในขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำแผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์ ที่ศึกษาโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และภายหลังได้รับผลการทดสอบการรับแรงกระแทกของแผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์คอนกรีต (Rubber Fender Barrier) จากสถาบันของสาธารณรัฐเกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ โดยจะช่วยรับแรงปะทะได้เพิ่มขึ้น 30% รองรับรถใช้ความเร็ว 120-130 กม./ชม. จากเดิมรับแรงปะทะความเร็วของรถได้ 90 กม./ชม. เท่านั้น
ทั้งนี้ ถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง (ทล.) นั้น มีจำนวน 52,085.745 กม. โดยในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2563-2565) มีแผนที่จะใช้แผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์คอนกรีตรวม 1,029.70 กม. ขณะที่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีถนนในความรับผิดชอบ จำนวน 48,597.753 กม. โดยในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2563-2565) มีแผนที่จะใช้แผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์คอนกรีต รวม 749.035 กม.
ในส่วนของต้นทุนในการก่อสร้างนั้น แบริเออร์คอนกรีตอบเดิมราคาอยู่ที่ 3,000 กว่าบาท และแผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์ราคาอยู่ที่ 3,344 บาท (กรณีราคายาง กก. ละ 35-40 บาท) รวมราคาไม่เกิน 7,000 บาท/ 1 เมตร เงินจะถึงเกษตรกร 2,167.22 บาท/ 1 เมตร หรือคิดเป็น 69% กรณีราคายาง กก.ละ 55-60 บาท ต้นทุนแผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์จะอยู่ที่ 3,995 บาท โดยเงินจะถึงเกษตรกร 2,775.69 บาท/ 1 เมตร หรือคิดเป็น 74% ต่างจากในอดีตที่นำยางพารามาใช้ในการปูพื้นทาง เงินถึงเกษตรกรเพียง 13 บาทเท่า หรือคิดเป็นไม่ถึง 20%
โดยระยะเวลา 3 ปี ทล. และ ทช. จะต้องนำยางพารามาใช้ในถนนจำนวน 12,306.925 กม. รวมใช้ยาง 336,000 ตัน เนื่องจาก 1 เมตร จะใช้น้ำยางพารา 28 กก. หรือ 28 ตัน/ 1 กม. และใช้งบประมาณถูกกว่าการก่อสร้างแบบริเออร์ประเภทอื่นด้วย ซึ่งจากข้อมูลของ ทล. ให้ข้อมูลว่า ถ้าทำแผ่นยางฯ จะใช้งบประมาณเพียง 7 ล้านบาท/1 กม. ประหยัดกว่าการก่อสร้างเกาะถนนประเภทอื่น 30% หรือใช้งบ 10 ล้านบาท/1 กม.
