นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้นำเรื่องดังกล่าวนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการจราจรกลาง (คจร.) ซึ่งมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยได้อนุมัติเห็นชอบในตามหลักการให้เป็นกฎกระทรวงคมนาคม ฉบับที่ ปีพ.ศ. 2553 โดยการกำหนดอัตราความเร็วสูงสุดเป็น 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะมีการกำหนดประเภทถนนที่ใช้ความเร็วดังกล่าวได้ โดยเป็นทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบทที่มีช่องเดินรถทิศทางเดียวกันตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป (4 ช่องจราจร ไป-กลับ) เป็นถนนที่มีเกาะกลางถนนแบบกำแพงกั้น (Barrier Median) และไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน โดยมีสะพานกลับรถ หรือทางลอด และกำหนดอัตราความเร็วต่ำสุดในช่องขวาสุด (Low Speed) ไว้ ไม่ต่ำกว่า 100 กม.ต่อชม.
อย่างไรก็ตาม จะมีการประกาศเป็นไลเซนส์ โดยเริ่มนำร่องถนนของกรมทางหลวง(ทล.) ถนนทางหลวงหมายเลข 32 ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่อยุธยา-อ่างทอง มีระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ระยะที่ 2 อ่างทอง-ชัยนาท ระยะทาง 100 กิโลเมตร เหตุผลที่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าว เนื่องจากต้องปรับปรุงทางกายภาพให้มีความปลอดภัยก่อนถึงประกาศใช้ได้
“เรื่องของการออกกฎกระทรวงได้วางไทม์ไลน์ไว้อย่างชัดเจน จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2563 เมื่อประกาศกฎกระทรวงออกมาแล้ว จะมีการประกาศใช้ได้แต่ละเส้นทาง ขอย้ำว่าไม่ได้ประกาศให้สามารถใช้ความเร็วได้ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทุกเส้นทาง จะต้องประกาศเฉพาะถนนที่มีความปลอดภัยแล้วเท่านั้น” นายศักดิ์สยาม กล่าว
สำหรับร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ยังได้กำหนดอัตราความเร็วสูงสุดเป็น 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำหนดประเภทถนนที่ใช้ความเร็วดังกล่าวได้ กล่าวคือ ทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ที่มีช่องเดินรถทิศทางเดียวกันตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป เฉพาะถนนที่มีเกาะกลางถนนแบบกำแพงกั้น (Barrier Median) และไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน ตลอดจนกำหนดอัตราความเร็วต่ำสุดในช่องขวา ให้ไม่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง