นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังมีโครงการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ ตามแผนพัฒนาทางคู่ ระยะที่ 1 รวม 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,671 กม. นั้น ขณะนี้ ก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการไปแล้ว 2 เส้นทาง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 เส้นทาง และเส้นทางสายใหม่ที่อยู่ระหว่างประกวดราคา 2 เส้นทาง รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 7 เส้นทางระยะทางรวม 1,483 กม. โดยจากโครงสร้างพื้นฐานที่ได้วางไว้ดังกล่าวข้างต้นนั้น กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น 30% หรือเพิ่มขึ้นเป็น 13.26 ล้านตัน ภายในปี 2564 จากในปี 2561 ขนส่งสินค้าทางรถไฟ 10.21 ล้านตัน เพื่อให้มีการใช้ศักยภาพทางรางที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการ โดยเพื่อเป็นการลดต้นทุนทางด้านการขนส่งด้วย
นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ไปจัดทำ Action Plan แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยใน Action Plan ดังกล่าว จะต้องมีการกำหนดความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน และกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ ขณะที่การให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการนั้น จะเร่งนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาออกกฎให้เอกชนสามารถเข้ามาร่วมดำเนินการได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ยังไม่ได้ระบุไว้
สำหรับแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ได้แก่
1.จะต้องพัฒนาทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินรถ ทั้งเรื่องความจุทาง และความปลอดภัย
2.ติดตั้งระบบควบคุมการเดินรถ โดยเร่งติดตั้งระบบควบคุมการวิ่งขบวนรถ และการหยุดรถอัตโนมัติ
3.สนับสนุนภาคเอกชนเป็นผู้ร่วมให้บริการเดินรถ เพื่อเพิ่มความถี่ของบริการ เพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด และให้เกิดการแข่งขันด้านการให้บริการและราคา
4.จะต้องพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเดินรถ
5.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY) และ
6.การใช้มาตรการทางการเงิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของการขนส่งทางราง เช่น การให้ Carbon Credit แก่ผู้ประกอบการที่ใช้การขนส่งทางราง สามารถนำไปลดหย่อนภาษี
