“มนัญญา” รมช.เกษตรฯ ลั่น กรมวิชาการเกษตร และขรก. เกษตรฯ ต้องทวงศักดิ์ศรีที่ดี ทำเพื่อประชาชน เกษตรกร กลับคืนมา พร้อมแสดงจุดยืนต่อ กวอ.ในที่ประชุม 30 เม.ย. ไม่เลื่อนแบนไปปลายปี 63

“มนัญญา” รมช.เกษตรฯ ลั่น กรมวิชาการเกษตร และขรก. เกษตรฯ ต้องทวงศักดิ์ศรีที่ดี ทำเพื่อประชาชน เกษตรกร กลับคืนมา พร้อมแสดงจุดยืนต่อ กวอ.ในที่ประชุม 30 เม.ย. ไม่เลื่อนแบนไปปลายปี 63

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เรียก กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงฯ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่เป็นกรรมการวัตถุอันตราย เข้าประชุมวันที่ 30 เมษายน นี้ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจ นำไปแสดงท่าทีของกระทรวงเกษตรฯ ต่อที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยยืนยันว่าในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายชัดเจนไม่เห็นด้วยกับมติวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ที่เลื่อนการแบนสองสาร พาราควอต กับ คลอร์ไพริฟอส จากวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และจำกัดการใช้ สารไกลโฟรเซต เพราะนโยบายของรัฐมนตรี ต้องการให้แบนทั้ง 3 สาร ซึ่งในวันนี้ได้เรียกกรมวิชาการเกษตร มาถามให้ชัดเจนตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ระบุว่ายังไม่เห็นหนังสือตอบรับจากกรมวิชาการเกษตร ที่ต้องเสนอแผนรองรับผลกระทบเกษตรกร ยกเลิกการใช้ 3สาร และจัดทำบัญชีสารทดแทน หรือวิธีการทำเกษตรเหมาะสม ดังนั้น ยืนยันได้ว่าได้ทำหนังสือตอบแล้วไปถึงกรมโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 27 เมษายน ตามที่อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหนังสือมาเมื่อวันที่ 23 เมษายน ให้กรมวิชาการเกษตร ตอบกลับมาในระยะเวลา 4 เดือนที่ครบกำหนดวันที่ 27 เมษายน “ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะขยายเวลาการบังคับใช้แบน 3 สาร ออกไปถึงสิ้นปี 63 ตามที่มีภาคเอกชนหรือบุคคล ได้ทำหนังสือเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เช่นกรณีที่นายกลินทร์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทำหนังสืออ้างว่าหากไม่เลื่อนไปถึงสิ้นปี จะกระทบการนำเข้าวัตถุดิบ ผลิตอาหารสัตว์ และอาหารคน ซึ่งถือเป็นความเห็นส่วนบุคคล ซึ่งที่ผ่านมาสภาหอการค้าฯ ก็เคยแสดงท่าทีเห็นด้วยกับการแบน 3 สาร จึงไม่รู้ว่าวันนี้ทำไมจึงกลับความเห็น” น.ส.มนัญญา กล่าว นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร เสนอที่ประชุมให้นำเรื่องการพิจารณากำหนดมาตรฐานไอเอสโอ(ISO) สำหรับโรงงานที่ผลิต นำเข้า จำหน่าย สารเคมีการเกษตร ขึ้นมาเป็นเรื่องวาระเพื่อพิจารณาในวันที่ 30 เมษายน ด้วย เนื่องจากได้ส่งเรื่องไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อให้เป็นวาระพิจารณา กำหนดให้ทุกโรงงานต้องมีมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ แต่เพิ่งทราบว่าเรื่องดังกล่าวถูกบรรจุเป็นวาระเพื่อทราบเท่านั้น ไม่ทราบว่าเจตนาที่ทำเป็นวาระเพื่อทราบเพื่ออะไร เพราะทำให้น้ำหนักลดลงไปมาก เหมือนกับมีความพยายามที่ทำให้การให้โรงงานมีไอเอสโอ(ISO) คุ้มครองผู้บริโภค เกษตรกร กลายเป็นเรื่องไม่สำคัญ “ เพราะฉะนั้นในวันที่ 30 เมษายน ดิฉันขอให้ ข้าราชการกระทรวงเกษตร กรมวิชาการเกษตร เรียกศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการที่ดีกลับคืนมา เพราะเรากำลังทำสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์เพื่อประชาชน เพื่อเกษตรกร ซึ่งในที่ประชุมทุกคนมีสิทธิโต้แย้ง อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนต้องทำ เรื่องแบนสามสาร เรื่องไอเอสโอ(ISO) ดิฉันอยากทำให้ดีที่สุดเพื่อประชาชน แต่ที่พูดมาทำมาสุดท้ายโดนกระทรวงอุตสาหกรรม ยกประเด็นว่า เป็นเพราะกระทรวงเกษตรฯ กรมวิชาการเกษตร ไม่ทำหนังสือตอบมา ยกมาอ้างเป็นเหตุให้เลื่อนแบน 3 สาร ไปอีก ดิฉันก็ไม่รู้คนพูดกลับไปกลับมา ไปกินอะไรกัน รมช.เกษตรฯ พูดมาเป็นปี ประชาพิจารณ์ก็ผ่านแล้วในเรื่องมาตรฐานโรงงานสารเคมี แต่บางคนพูดเปลี่ยนไปอีกอย่าง ไม่รู้กินอะไรกัน หรือไปกินอาหารอะไรที่ทำให้ความสุข ซึ่งตัวดิฉันไม่เคยเปลี่ยน ยืนยันว่า พูดอย่างไรทำอย่างนั้น จากวันแรกที่เข้ามา ทั้งนี้กรณีข้อโต้แย้งต่างๆ ดิฉันสงสัยเหมือนกัน มีระยะเวลาก่อนการประชุมในแต่ครั้ง นานพอที่แต่ละฝ่าย หยิบยกประเด็นมาหารือกันได้ แต่ปรากฏว่ามักจะยกเพื่อให้เป็นประเด็นขึ้นมาก่อนประชุมเพียงไม่กี่วันแบบฉุกละหุก ซึ่งมันไม่ยุติธรรม ” น.ส.มนัญญา กล่าว ขณะที่ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯกล่าวว่าในการประชุมวันที่ 30 เมษายน นี้ จะเป็นการประชุมเพื่อรับรองมติวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่ให้แบน 2 สาร พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และจำกัดการใช้สารไกลโฟรเซต ซึ่งเท่าที่อ่านหนังสือเวียนแจ้งมติที่ประชุม พบว่าทั้งหมดเป็นข้อเสนอของนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพียงคนเดียวโดยไม่มีข้อเสนอของหน่วยงานอื่น ซึ่งนายอนันต์ ได้หยิบเอาประเด็นสต็อก 3 สาร ของเอกชน ที่ยังค้างอยู่เกือบ 3 หมื่นตัน หากต้องกำจัดจะใช้งบกว่าพันล้านบาทและเสี่ยงการถูกฟ้องร้อง ดังนั้น ต้องรอดูว่าในการประชุมครั้งนี้ จะมติอย่างไร ใครยกมือเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย มิฉะนั้นจะต้องกลับไปใช้มติวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่มีมติเอกฉันท์ให้แบน 3 สาร ที่มีผลเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2562