โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ใน จ.เชียงใหม่ ได้บูรณาการเชื่อมโยงกันเป็นระบบตั้งแต่การคัดกรองผู้ป่วย การรักษา จนถึงส่งตัวกลับบ้านหรือชุมชน มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสันกำแพง ทำหน้าที่เป็นโรงพยาบาลเฉพาะโรคโควิด-19 ประจำจังหวัดเพื่อรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แต่หากอาการวิกฤตจะมีโรงพยาบาลรองรับทั้งโรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และยังมีหอผู้ป่วยวิกฤตที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างโรงพยาบาลประสาท กรมการแพทย์ กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีเตียง ICU รองรับจำนวน 22 เตียง ส่วนกลุ่มผู้ติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง ได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามขนาด 280 เตียง โดยใช้ศูนย์ประชุมนานาชาติ จ.เชียงใหม่ เพื่อดูแลผู้ป่วยในระยะแรก เริ่มเปิดดำเนินการในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ สามารถขยายได้ถึง 1,000 เตียงหากพบการติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นในระลอกสอง โรงพยาบาลสนามแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เชื่อว่าจะรองรับระบบการดูแลผู้ป่วยในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลอื่น ๆ ในจังหวัดได้อีกทางหนึ่ง
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เชียงใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก และเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญในภาคเหนือ มีนโยบายดำเนินการควบคุมการระบาดได้เป็นอย่างดี มาถึงวันนี้เป็นเวลา 35 วันแล้ว ที่ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ ประสบการณ์ที่ได้จากการจัดการควบคุมป้องกัน และรักษาโรคในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าจะนำไปต่อยอดให้ระบบสาธารณสุขของจังหวัดเชียงใหม่พร้อมรับมือ หากมีการระบาดระลอกสองเกิดขึ้น ดังนั้น หากมองอีกมุมจะเห็นว่าวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่จะสร้างความเชื่อมั่นด้านระบบสาธารณสุขของประทศไทย ว่ามีมาตรฐานได้รับการยอมรับในระดับสากล
“การได้มาตรวจเยี่ยมการทำงานของโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้บูรณาการร่วมกัน ทำให้เห็นความพร้อมของทุกส่วน สิ่งที่เราทำในวันนี้ เป็นการลงทุนเพื่อวันหน้า หากจบการระบาดของโควิด-19 เชื่อว่าจังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังได้รับความนิยมอย่างมากอีกครั้ง สิ่งที่สูญเสียไปวันนี้ ในวันข้างหน้าจะกลับมา และเมื่อมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะยิ่งเพิ่มความพร้อมในการดูแลความปลอดภัย ประสบการณ์ที่ผ่านมาทางด้านสาธารณสุขจนได้รับความสำเร็จ ทำได้อย่างมีมาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ เมื่อสถานการณ์ปกติจะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างแน่นอน” นายอนุทิน ระบุ

