นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ประเทศไทยในขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง แต่ยังคงเข้มมาตรการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก นำเข้าสู่การรักษาเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ เน้นในกลุ่มเสี่ยง เช่น แรงงานต่างด้าว กลุ่มผู้ต้องขัง บุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งกลุ่มอาชีพที่ต้องพบปะคนจำนวนมาก สำหรับเขตสุขภาพที่ 5 ซึ่งมีแรงงานต่างด้าวอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก ได้มอบนโยบายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ออกเคาะประตูบ้าน/ หอพักคนงาน ดูแลให้ความรู้เรื่องการเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากาก การล้างมือบ่อย ๆ และคัดกรองค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก โดยผลการตรวจหาเชื้อด้วยน้ำลาย (Pool Sample) จากแรงงานต่างด้าว และผู้ต้องขังในเรือนจำ รวมทั้งสิ้น 3,446 ตัวอย่าง ในจำนวนนี้เป็นตัวอย่างจากจังหวัดสมุทรสาคร 2,168 ตัวอย่าง ผลการตรวจไม่พบมีผู้ติดเชื้อในตัวอย่างที่เก็บมาทั้งหมด เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับการควบคุมโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 เพิ่มขึ้น
“ขอชื่นชมและขอบคุณ ทั้ง อสม. และอสต.ที่ช่วยกันดูแลพี่น้องของตนเองให้เข้าใจแนวทางการควบคุมป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ขอให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เชิญผู้ประกอบการ นายจ้างของ อสต. มารับทราบว่าเราตระหนักถึงความสามารถ ความร่วมมือที่ส่งผลดีต่อชาวสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน ระบุอีกว่า ประเทศไทยหลังการผ่อนคลายมาตรการระยะที่ 2 สภาพโดยรวมอยู่ในการควบคุมได้ แต่ต้องลุ้นอีกประมาณ 10 วัน หากเราควบคุมเช่นนี้ได้ ถึงจะยืนยันได้ว่าประเทศไทยของเราปลอดภัย จึงขอความร่วมกับกับพี่น้องประชาชนให้ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จนความปลอดภัยเกิดขึ้นในวงกว้าง
ส่วนความกังวลเรื่องการรวมตัวกันของประชาชนภายหลังการผ่อนคลายมาตรการนั้น นายอนุทิน ระบุว่า การรวมตัวไม่สามารถห้ามได้ แต่ขอให้รวมตัวกันโดยใช้หลักชีวีตวิถีใหม่ เมื่อออกจากบ้านต้องใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชมสำหรับคนไทยที่ใส่กันทุกคน ส่วนต่างประเทศอาจจะใส่เฉพาะผู้ป่วย ตรงนี้จึงเหมือนการล็อกกุญแจสองชั้น ทำให้โอกาสติดเชื้อน้อย ขณะที่ผู้เดินทางจากต่างประเทศต้องเข้าสู่ State Quarantine อย่างเข้มข้น นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยพบการแพร่ระบาดน้อย

