‘พ.ญ.เพชรดาว’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภท. กล่าวอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ

‘พ.ญ.เพชรดาว’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภท. กล่าวอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ

พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19  โดยระบุว่า ถือว่าเป็นการระบาดที่รุนแรงในรอบ 100 ปี ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมอย่างต่อเนื่องในทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ดีเยี่ยมประเทศหนึ่งของโลก ขอเป็นหนึ่งเสียงเล็ก ๆ ที่ขอชื่นชมและให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือความร่วมมือของประชาชนคนไทยทุกคน 1.เราได้เตรียมการก่อนเกิด เนื่องจากเป็นโรคใหม่ เราได้ใช้ประสบการณ์ตอนโรคซาร์สและไข้หวัดนกระบาด ในอดีต บวกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน ประการที่ 2 การรับมือระหว่างเกิดโรค การรักษา การช่วยชีวิต 3.การบรรเทาทุกข์ การเยียวยา และ 4.การฟื้นฟู พรก.เงินกู้ฉบับนี้ 1 ล้านล้านบาท กับ 3 แผนงานหรือโครงการ ของการแพทย์และการสาธารณสุข 4.5 หมื่นล้านบาท การช่วยเหลือเยียวยา ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 555,000 ล้านบาท และแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาท มีคำถามว่าครอบคลุมวงจรการจัดการสาธารณภัยครั้งนี้มากน้อยเพียงใด สร้างความเชื่อมั่นใจมาตรการสาธารณสุขให้กับคนทั่วโลกชื่นใจ เมื่อย่างก้าวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง การสาธารณสุขของไทยดีที่สุดในโลก ทำอย่างไรให้รักษาระดับให้เหมือนเดิม หรือทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต ถ้ากลับมาดูสัดส่วน แผนงานโครงการจาก 1 ล้านล้านบาท เพียง 4.5 % เท่านั้น และเพียง 2  %  ของวงเงินกู้ทั้งหมด ต้องมาดู แผนงานโครงการเหล่านี้มันเพียงพอหรือไม่ เมื่อลงไปในพื้นที่ในวิชาชีพแพทย์ บวกกับบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สัมผัส ลงไปเยี่ยมเยียนชาวบ้าน ดู Local Quarantine หรือศูนย์กักตัวกว่า 20 แห่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชุมร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดปัตตานี ถึง 2 อาทิตย์ จึงขอเป็นเสียงของคนทำงานด่านหน้า และคนทำงานในโรงพยาบาลที่ต้องรองรับทำงานแบบ New Normal ในอนาคต เรื่องการแพทย์การสาธารณสุข คนทำงาน “คนสำราญ งานสำเร็จ” แน่นอน ขวัญและกำลังใจอย่างแรกที่เรามอบให้ประสบความสำเร็จ จากที่ประชุม ครม. เมือวันที่ 7 เม.ย.2563 ครม.ให้ความเห็นชอบตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ที่เสนอ ครม. ให้อนุมัติบรรจุข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข 4.5แหมื่นตำแหน่ง ในพื้นที่ภาคใต้ มีการระบาดที่รุนแรง รองจาก กทม.และนนทบุรี การทำงานในสถานการณ์เสี่ยงภัย ในพื้นที่โควิด-19 และกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ มีน้อง ๆ พยาบาลวิชาชีพ จ้างเหมาบริการ นักเทคนิคการแพทย์ จ้างเหมาบริการ ที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ทั้งนี้มีโรงพยาบาล ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ปิดให้บริการ  เนื่องจากผู้ป่วยให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และถูกกันตัวเป็นจำนวน 14 วัน จำนวน 28 คนในจำนวนนี้มีทั้งพยาบาล บุลคลากรทางการแพทย์ พยาบาลจ้างเหมาบริการ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ที่จ้างเหมาบริการ  ที่ต้องทำงานสัมผัสการตรวจเชื้อจากสารคัดหลั่ง ซึ่งไม่ได้แตกต่างกันเลย ทราบว่าทางรัฐบาล คงอยากให้น้อง ๆ ทุกคนได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ แต่ด้วยข้อจำกัด ยังไม่ได้ตำแหน่งข้าราชการในตอนนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าให้พิจารณาบรรจุเป็นพนักงานราชการ หรือพนักงานกระทรวงสาธารณสุข หรือลูกจ้างชั่วคราวไว้ก่อน คนทำงานที่เป็นด่านหน้า เคียงคู่ อสม.นั่นคือเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แต่ละแห่งมีเจ้าหน้าที่ 7-10 คน บทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่า โรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลอำเภอ เป็นหัวใจของงานส่งเสริมป้องกันไม่ให้เกิดโรค ในช่วงโควิด-19 เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ทำงานโดยการแบ่งเวร ไม่ว่าจะเป็นด่านตรวจ จุดคัดกรอง หรือศูนย์กักกันตัว บางแห่งต้องเคาะประตูบ้านร่วมกับ อสม. รวมทั้งเยี่ยมคนกลับบ้านจากศูนย์กักตัว ทั้งที่งานใน รพ.สต.ก็มีผู้ใช้บริการอยู่ และในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีงานประเมินตรวจความพร้อม ของมัสยิด เพื่อให้ปฏิบัติศาสนกิจ เสี่ยงสะท้อนคือทำงานด้วยใจรัก มีความสุขในการให้บริการ ถ้ามีวัสดุอุปกรณ์พร้อมจะมีความสุขมากกว่านี้ ได้รับการจัดสรรน้อยมาก ส่วนตัวได้ลงไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก่อนเปิดประชุมสภา พบว่า หน้ากากอนามัย ชุด พีพีอี. ยังขาดแคลนอยู่ ๆได้รับการบริจาคจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ชุดพีพีอี. จำนวน 20 ชุด  เขาดีใจมากและบอกว่าจะใช้อย่างประหยัด ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะใช้สลับกับเสื้อกันฝน ด้วยซ้ำไปเพราะว่ากลัวหมด สำหรับการประกันชีวิต โควิด-19 ของ รพ.สต.ได้เพียงแห่งละ 2 คน คือผู้อำนวยการและคนทำงานด้านระบาดวิทยา ทั้งที่มีคนทำงาน 7-10 คน รวมทั้งค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานในช่วง โควิด-19 บางแห่ง ตอนนี้เข้าเดือนที่ 3 แล้ว ยังไม่ได้รับการเบิกจ่ายเลย แต่ละผลัดเวร และบางที่ให้เบิกจ่ายจากเงินบำรุงของ รพ.สต.เอง ซึ่งสถานะของเงินบำรุงนั้นไม่เพียงพอที่จะจ่าย คนทำงานด่านหน้า ปราการที่เข้มแข็ง นั่นคือ อสม. ที่ได้รับคำชื่นชม จากคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งองค์การอนามัยโลก แม้ว่าทำงานด้วยจิตอาสา ค่าตอบแทนเป็นเรื่องรอง ในช่วงโควิด-19 ตองขอบคุณกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ที่ให้งบประมาณเคาะประตูบ้าน 50 บาทต่อคนต่อวัน มีบางแห่ง อสม.ได้รับเบี้ยเลี้ยงในการปฏิบัติงาน วันละ 240 บาท บางแห่งได้ 150 บาท เป็นงบประมาณ อบต. เป็นงบประมาณจังหวัด ซึ่งบางแห่งได้เพียงข้าวกล่องและน้ำกลับบ้าน เท่านั้น ทำให้มีการเปรียบเทียบ แต่ละอำเภอแต่ละจังหวัดมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ส่วนของโรงพยาบาลที่ต้องเตรียมการรองรับการระบาดและการติดเชื้อ ทำอย่างไรที่จะให้การใช้งบประมาณตรงต่อความต้องการของ โรงพยาบาลในพื้นที่อย่างแท้จริง มีการกำหนดเพดานวงเงินแต่ละระดับ โรงพยาบาลระดับ X คือโรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ที่มี 49 แห่งทั่วประเทศ ได้รับจัดสรร เท่ากันหมด ทั้งที่บางจังหวัดมีโอกาสที่จะรับผู้ป่วยโควิด-19 น้อยมาก ๆ ทั้งที่พื้นที่เสี่ยงสูง จังหวัดท่องเที่ยว จังหวัดชายแดน ที่มีการเคลื่อนย้ายไปมาของประชาชน ข้างบ้านเรือนเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่นมาเลเซีย ลาว และเมียนม่า เป็นต้น มีการกำหนด Shopping List เป็นการรายการคุรุภัณฑ์ สำหรับอ้างอิง จัดทำแผนคำขอตามพรก.เงินกู้ ซึ่งรายการคุรุภัณฑ์ นั้นดีมาก ที่จะนำมาใช้กับสถานการณ์โควิด-19 แต่ขาดความจำเพาะในบางกรณีที่อยู่ในรายการ ไม่อยู่ใน Shopping List ของกระทรวงสาธารณสุข เช่นโคมไฟ อุปกรณ์ช่วยชีวิตเด็ก เป็นไปได้หรือไม่ให้โอกาสบางโรงพยาบาลขอเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้งานก่อสร้าง ในส่วนของโรงพยาบาล ที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโควิด-19 ต้องโซนนิ่ง ห้องฉุกเฉิน หอผู้ป่วย คลินิกทันกรรม ห้องคลอด การเตรียมระบบไหลเวียนอากาศ ห้องความดันลบ ความดันบวก รายการก่อสร้างและปรับปรับได้อ้างอิงกับกองแบบ ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพทั่วประเทศ แบบที่ใช้แบบเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งที่แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะให้เอกชนออกแบบให้แต่ละโรงพยาบาล ที่จะตอบโจทย์ New Normal ของแต่ละโรงพยาบาล เมื่อแต่ละแห่งนำไปใช้จะต้องมาเสียงบประมาณเพิ่มเติมอีกในภายหลัง เราควรจะให้แต่ละพื้นที่ไปดำเนินการ ไม่ใช่ตัดเสื้อโหล ซึ่งใส่ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง พ.ญ.เพชรดาว ยังได้ เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการเยี่ยวยา สำหรับคนไทยที่ไปประเทศเพื่อนบ้าน และไม่สามารถเดินทางกลับมาประเทศไทย ให้เปิดช่องทางให้คนไทย สามารถลงทะเบียนช่วยเหลือตามโครงการเราไม่ทิ้งกันของรัฐบาล เดือนละ 5 พันบาท เหมือนเช่น ประชาชนที่อยู่ในประเทศไทย