“กรวีร์ ปริศนานันทกุล” อภิปรายสภา-ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 64 ยัน ! รัฐ ต้องปรับเข้าสู่รัฐดิจิทัลให้เร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์สังคมดิจิทัล

“กรวีร์ ปริศนานันทกุล” อภิปรายสภา-ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 64 ยัน ! รัฐ ต้องปรับเข้าสู่รัฐดิจิทัลให้เร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์สังคมดิจิทัล

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดอ่างทอง อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 โดยกล่าวว่า นี่เป็นกฎหมายที่สำคัญมากที่สุดฉบับหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่ใช่เพราะว่าเป็นการออกกฎหมายที่มีงบประมาณในการใช้จ่ายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะนี้เราแบกความหวัง ของพี่น้องประชาชนเอาไว้ ที่บอกว่าอยากจะเห็นการจัดสรรทรัพยากร อยากจะเห็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะเอาไปตอบโจทย์เอาไปแก้ปัญหาและรองรับโลกที่กำลังจะก้าวเข้าไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ หรือที่เขาเรียกว่า New World Order เราต้องเตรียมความพร้อมกับความปกติใหม่ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หรือที่เราเรียกว่า New Normal มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเต็มไปด้วยความเสี่ยง นายกรวีร์  กล่าวว่า หลังจากที่ได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรี แถลงถึงงบประมาณปี 64 เป็นการแสดงประกอบงบประมาณรายจ่าย ทราบว่าเราจะต้องตั้งงบประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท ใน 3.3 ล้านล้าน นี้ มีวงเงินกู้ถึง 623,000 บาท เป็นการตั้งงบประมาณแบบขาดดุล เห็นถึงความตั้งใจมุ่งมั่นที่ท่านนายกฯ พยายามที่จะเอาแผนแม่บทยุทธศาสตร์ของชาติเข้ามาอยู่ในการจัดสรรเงินงบประมาณในงบปี 2564 นี้ สิ่งหนึ่งที่ดีใจและต้องขอบคุณทางรัฐบาล นั่นก็คือท่านพยายามที่จะเห็นความสำคัญ แล้วก็พยายามที่จะปรับปรุงระบบการบริหารจัดการของภาครัฐ และพยายามที่จะผลักดันไปสู่รัฐบาลดิจิทัล ท่านระบุไว้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ในการจัดทำงบประมาณยุทธศาสตร์ที่ 6 นั่นก็คือ ด้านการปรับสมดุล และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของภาครัฐ และมีแผนที่ชัดเจนก็คือแผ่นที่ 2 ก็คือการบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล เพื่อมุ่งหวังที่จะผลักดันแล้วก็ปรับปรุงพัฒนาการทำงานของภาคข้าราชการ ที่ทุกคนก็ทราบถึงปัญหา อุปสรรค ของข้าราชการที่เวลาพี่น้องประชาชนไปติดต่อราชการมีความมีปัญหาอย่างไร เพื่อที่จะผลักดันให้ไปสู่องค์กรดิจิทัล เพื่อที่จะเชื่อมโยงข้อมูลที่รัฐบาลมีอยู่อย่างมากมายแต่อยู่อย่างกระจัดกระจายกันแต่ละหน่วยงานแต่ละกลุ่ม แต่ละกระทรวงให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน และเพื่อที่จะสร้าง platform Digital ใหม่ เพื่อที่จะให้บริการพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นผ่านแนวความคิดของดิจิทัล สำหรับกระทรวงดิจิทัลฯ ปีนี้คาดว่าน่าจะดีใจที่เห็นการจัดสรรงบประมาณเพิ่มจาก 6,800 ล้าน เป็น 8,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นกระทรวงอันดับ 1 ของประเทศ ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 26 % เพิ่มขึ้นถึง 1,800 ล้านบาท เพื่อที่จะผลักดันรัฐบาลไปสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างที่ท่านตั้งเป้าหมายไว้ ตั้งงบประมาณในงบบูรณาการซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยครับที่มีการบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล โดยการตั้งงบไว้ถึง 2,003 ล้านบาท อยู่ในหมวดของงบบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งอยู่ในเล่มขาวคาดแดงทั้งสองเล่ม ทั้งในเล่มของกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม และในเล่มของแผนงบบูรณาการ ทั้งนี้ ได้มีการค้นหาหาข้อมูล โดยรายละเอียดที่ตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นเอาไว้ถึง 1,800 ล้าน ของกระทรวงดิจิทัล และ 2003 ล้านในงบบูรณการนั้น ว่ามีการบริหารจัดการในเชิงโครงการในรายละเอียดอย่างไร ซึ่งสิ่งที่พบคือ เรื่องแรกไม่มีเจ้าภาพ เรื่องที่สอง คือ แผนบูรณาการที่ท่านวางไว้ไม่มีการบูรณาการอย่างที่ท่านว่า และเรื่องที่ 3 เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ก็คือ ไม่มียุทธศาสตร์ในการจัดสรรทรัพยากร หรือว่างบประมาณตามที่ท่านพูดไว้ เรื่องแรก เล่มขาวคาดแดง เล่มนี้ทั้งหมดเข้าไปดูของกระทรวง Digital ว่ามีการตั้งงบประมาณเพื่อที่จะเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ของรัฐบาลให้เข้ามาอยู่เป็นแพลตฟอร์มเดียวกันเพื่อให้บริการพี่น้องประชาชนหรือไม่ ในกระทรวงดิจิทัลไม่ได้เสนอตัวไม่มีโครงการที่จะผลักดันให้เป็นเจ้าภาพ ส่วนเล่มของงานบูรณาการเล่มที่ 2 ว่าได้มีการตั้งงบประมาณการเงิน 2 พันล้าน ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่แล้วต้องผิดหวังเพราะการตั้งงบของท่าน ไม่ได้บูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดการบูรณาการและนำไปสู่รัฐบาลดิจิทัล อย่างที่ท่านพูดเลย นอกจากนั้น จะขอย้อนกลับไปในเรื่องของสถานการณ์วิกฤตโควิด-19  ท่านมีนโยบายต่าง ๆ มากมาย เพื่อที่จะมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการช่วยเหลือเกษตรกรอีก 10 ล้านราย ช่วยเหลือผู้เปราะบางอีกหลายล้านคน สิ่งที่เป็นปัญหา สิ่งที่เป็นเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนก็คือ เกิดข้อมูลที่มันซ้ำซ้อนกันระหว่างกระทรวง เกิดความผิดพลาดในการคัดกรองข้อมูลของพี่น้องประชาชนจังหวัดอ่างทองจำนวนมาก ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกร แต่ถูกรัฐตราหน้าว่าเป็นอาชีพเกษตรกร ไม่สามารถใช้สิทธิ์ในโครงการเราไม่ทิ้งกันได้ เกิดความล่าช้า และสุดท้าย นำไปสู่การบริหารจัดการโครงการช่วยเหลือเยียวยาไม่เป็นธรรม พี่น้องประชาชนต้องรอการจ่ายเงินเยียวยาเพื่อที่จะไปต่อลมหายใจ นี่คือ ความเดือดร้อน และเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนช่างโครงการต่าง ๆ และนี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการข้อมูลของภาครัฐที่เราต้องยอมรับว่าด้อยประสิทธิภาพ  นายกรวีร์  กล่าว อย่างไรก็ตาม นายกรวีร์ ยังกล่าวต่อว่า สิ่งที่ได้เจอคือ ปัญหาของรัฐบาลนั้น ไม่ได้อยู่ที่การที่เราไม่มีข้อมูล ปัญหาคือ มีข้อมูลที่ทับซ้อน มีข้อมูลที่อยู่กระจัดกระจายกัน อยู่ในแต่ละกระทรวงที่ไม่ได้เชื่อมโยงถึงกันเลย สิ่งที่พวกเราต้องการไม่ใช่แค่บอกว่าจะมียุทธศาสตร์ และจะพารัฐพวกเราไปสู่รัฐดิจิทัล  สิ่งที่พวกเราต้องการคือ ข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่จากต่างกระทรวงกันนั้น มาทำให้เกิด Data sharing หรือว่ามาทำให้เกิด Big Data  ที่จะเชื่อมโยง และเอาข้อมูลของพี่น้องประชาชน มาทำให้พี่น้องประชาชนเขาไม่เป็นภาระ มาแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนในยามที่เขาต้องการที่จะไปติดต่อหน่วยงานราชการ หรือในยามที่ท่านต้องการจะช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชน สิ่งสุดท้ายที่อยากจะฝาก พูดถึงเรื่องของรัฐบาลดิจิทัล นั่นเป็นเรื่องจำเป็น ยืนยันและต้องขอบคุณ ที่มาถูกทางแล้วที่จะพารัฐที่อยู่ในระบบอนาล็อกมานานหลายชั่วอายุคน กำลังจะผลักดันให้ไปสู่รัฐบาลดิจิทัล เพราะโลกใบใหม่ที่อยู่หลังจากผ่านเหตุการณ์โควิด-19 “ การคิดแบบเดิมทำแบบเดิม ไม่มีทางสำเร็จ โลกวันนี้ต้องคิดเร็วทำเร็วก่อนและลงมือก่อนถึงจะสำเร็จ” นี่คือสิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาล และท้ายที่สุดครับผมอยากจะย้ำเตือนในวาระที่ 1 ก่อนที่จะมีการลงมติในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค.) ว่ารัฐบาลต้องไม่ลืมครับว่าการจัดสรรทรัพยากร และใช้เงินทรัพยากรทั้งหมดนั้นไม่ใช่เพื่อฝ่ายการเมืองไม่ใช่เครือข่ายราชการแต่จำเป็นที่ต้องใช้อะไรเพื่อประเทศชาติ และเพื่อพี่น้องประชาชนของคนไทยทุกคน  ส.ส.กรวีร์  กล่าวทิ้งท้าย