นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้ มีการเสวนาในหัวข้อ “ช่องทางรวยของสินค้าเกษตรจากเอฟทีเอ” และ “ทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรสู่ตลาดเอฟทีเอ” โดยเกษตรกรให้การตอบรับอย่างดี เนื่องจากเป็นเวทีที่ให้ข้อมูลเรื่องการค้าระหว่างประเทศ และแนวทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีเพื่อขยายการส่งออก นอกจากนี้ ยังได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าการตลาดมาติวเข้มวิเคราะห์สินค้า และแนะนำตลาดส่งออกที่เหมาะสมให้กับผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ โดยมีเกษตรกรร่วมนำสินค้ามาวิเคราะห์และจำหน่ายอย่างคึกคัก อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวหอมมะลินิล ผ้าฝ้ายภูอัคนี ผ้าไหมบ้านนาโพธิ์บุรีรัมย์ เสื่อกก และสมุนไพร (ยาหม่อง และน้ำหอมยาสีฟัน)
สำหรับการเยี่ยมชมบริษัท ทวีกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นร้านค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ในอีสานใต้ อาทิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม นครราชสีมา สระแก้ว และอุบลราชธานี จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดเพื่อช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ และได้ลงพื้นที่ศูนย์เรียนรู้การทอผ้าฝ้ายอัคนี ทำผ้าย้อมดินภูเขาไฟมีสีแดงอิฐ ที่เป็นเอกลักษณ์ของบุรีรัมย์ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ เตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดการค้าเสรี และเชื่อมโยงสินค้าชุมชนกับตลาดโลก รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเชื่อมั่นว่าการลงพื้นที่และจัดสัมมนาครั้งนี้ จะทำให้เกษตรกรมองเห็นลู่ทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และขยายช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ” นายวีรศักดิ์กล่าว
แม้ว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค. – พ.ค.) การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ยังมีสินค้าหลายรายการที่สามารถส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้มีมูลค่าส่งออกกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 18.57 สินค้าอาหารสำเร็จรูป ส่งออกมูลค่า 913 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.81 และสินค้าเนื้อสัตว์ ส่งออกมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.57 ทั้งนี้ สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปไทยยังมีแนวโน้มการส่งออกที่ดี เนื่องจากตลาดโลกมีความต้องการบริโภคสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย

