รมช.ศธ.กนกวรรณ วิลาวัลย์ ตอบกระทู้ถามเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โรงเรียนเอกชนนอกระบบ

รมช.ศธ.กนกวรรณ วิลาวัลย์ ตอบกระทู้ถามเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โรงเรียนเอกชนนอกระบบ

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบกระทู้ถามเรื่อง “ ขอให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเรื่องภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างแก่โรงเรียนเอกชนนอกระบบอย่างเท่าเทียม โดยไม่เหมารวมว่าโรงเรียนเอกชนนอกระบบนั้น มุ่งแสวงหากำไร “  ของท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โดย รมช.กนกวรรณ  กล่าวรู้สึกยินดี ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติได้ให้ความห่วงใยในเรื่องของมาตรการช่วยเหลือให้กับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ที่โรงเรียนเอกชนนอกระบบนั้นได้ส่งเสริมให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างทั่วถึง และเป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลในด้านของการลงทุนการศึกษา แล้วก็เกิดการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต  และขอชี้แจงกระทู้ถามดังนี้ “ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของโรงเรียนเอกชนทั้งนอกระบบ และทั้งในระบบตลอดมา ถ้าพูดถึงโรงเรียนนอกระบบ เป็นที่ทราบกันดีว่า มุ่งเน้นให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น และสร้างเสริมการพัฒนาศักยภาพของความเป็นมนุษย์ในยุค 4.0 ให้ผู้เรียนได้มีทักษะที่หลากหลาย รอบรู้ รอบด้าน รองรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกิดการพัฒนาตนเอง เสริมสร้างทักษะชีวิต ทักษะอาชีพให้คนมีงานทำ รวมถึงการที่สามารถสร้างรายได้ความมั่นคงให้กับครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน “ “ ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพุทธศักราชปี 2562 และพระราชกฤษฎีกาภาษีที่ดินพุทธศักราช 2563 นั้นกำหนดให้มีการลดภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 90 สำหรับที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ที่ใช้ประโยชน์ในกิจการโรงเรียนเอกชนในระบบ และโรงเรียนเอกชนนอกระบบบางประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม เหตุการณ์กิจการ หรือสภาพแห่งท้องที่ แต่ยังมีโรงเรียนนอกระบบอีก 4 ประเภทที่ท่านส.ส. ได้พูดถึงคือ ประเภทศิลปะกีฬา ประเภทวิชาชีพ ประเภทกวดวิชา ประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิต ยังไม่ได้ลดภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ให้เป็นอย่างเดียวกันกับโรงเรียนนอกระบบในประเภทอื่น ซึ่งตั้งแต่ที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ศธ. และ รัฐมนตรีว่าการ ได้มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลโรงเรียนทั้งในระบบ และนอกระบบ ตนเองได้ให้ความสำคัญอย่างมาก กับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนโยบายของกระทรวงศึกษา และส่วนที่ได้เข้ามากำกับดูแล ต้องเรียนว่า เน้นในการที่จะรับฟังปัญหา ซึ่งได้มีการลงพื้นที่ ขณะนี้ครบ 77 จังหวัดแล้ว ก็รับฟังปัญหาโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบ และนอกระบบ เมื่อมีสถานการณ์โควิด-19  ตนเอง และหน่วยงานสำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้ความสำคัญที่จะรับฟังปัญหาทั้งเวลามีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และเวลาที่ลงพื้นที่ได้ ก็รับฟังจาก Face to Face ซึ่งเป็นการรับฟังปัญหาจากบุคคลผู้ได้รับความเดือดร้อน และเมื่อมีปัญหาโควิด-19 เข้ามาก็ยังรับฟังอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบที่เป็นการสื่อสาร 2 ช่องทาง แล้วให้ความสำคัญกับทุก ๆ จังหวัด ซึ่งมีการประชุมพร้อมกันหลาย ๆ ครั้ง สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้ตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเสียภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างของโรงเรียนเอกชนนอกระบบ เมื่อได้รวบรวมปัญหาทุกอย่าง จึงได้มีนโยบายในการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบทุกประเภทให้ได้รับการลดหย่อนภาษีอย่างเท่าเทียม “ รมช.กนกวรรณ กล่าวด้วยว่า เมื่อรับตำแหน่ง ใช้เวลาไม่กี่วันเมื่อเดือนสิงหาคม ก็มีนโยบายแล้ว ในส่วนของสำนักงานการศึกษาเอกชนได้ทำหนังสือไปถึงสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น เพื่อที่จะขอให้พิจารณาช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบ เกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 90 โดยมีเหตุผล และความจำเป็นว่า ค่าใช้จ่ายทางด้านภาษีเป็นการเพิ่มต้นทุนในการจัดการศึกษา ทำให้ค่าธรรมเนียมการเรียนสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระของประชาชน เห็นสมควรที่จะส่งเสริมให้โรงเรียนเอกชนสามารถที่จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพให้กับเยาวชน และช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบทุกประเภท ให้ได้รับความเสมอภาคกันในด้านการบริหารสถานศึกษา ทั้งนี้แสดงให้อย่างชัดเจนว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญยิ่ง สำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชนก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้  เมื่อมีสถานการณ์ตั้งแต่ต้นปี 2563 ยังคงมีการติดตามในสภาพปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อประเทศของเราได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ก็ส่งผลกระทบถึงภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน ภาคการศึกษา รวมทั้งโรงเรียนเอกชนในสังกัดของสำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ถ้าเป็นในระบบก็ส่งผลไปถึงผู้อำนวยการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ถ้านอกระบบ ก็ส่งผลไปถึงผู้บริหาร ผู้สอน แล้วก็เจ้าหน้าที่ก็เกิดความเดือดร้อนขาดรายได้ต้องแบกภาระต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งภาระในการชำระภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างนี้ด้วย ในการรวบรวมปัญหาเราให้ความสำคัญมากในการสะท้อนปัญหาจากโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบ และนอกระบบ นอกระบบก็ได้ส่งข้อมูลเพื่อที่จะให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาได้รวบรวมและนำส่งต่อจากข้อมูลที่ได้ เพื่อให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเหตุผลต่าง ๆ ไปในการพิจารณา จากเหตุผลดังกล่าวและจากสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กล่าว รัฐบาลรับฟัง และให้ความสำคัญ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2563 รัฐบาลจึงได้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ลดภาษีสำหรับภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างบางประเทศปีพ.ศ. 2563 กำหนดให้ลดจำนวนภาษีในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ประจำปีภาษีพ.ศ.2563 สำหรับที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่น นอกจากการประกอบการเกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ดังนั้น โรงเรียนเอกชนนอกระบบทุกประเภท จึงได้รับการลดภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ในอัตราร้อยละ 90 สำหรับการจัดเก็บภาษีประจำปีพ.ศ.2563 อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 ซึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบ แต่กระทรวงศึกษาธิการได้คิดไกลต่อไปว่า อาจจะส่งผลต่อเนื่องให้กับผู้ประกอบการโรงเรียนทั้งในระบบ และนอกระบบ ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติห่วงใย ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยก็ได้ให้ความสำคัญ นำเสนอไปยังกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องเรียนว่า นี่คือความสำคัญที่รัฐบาลได้ตระหนักถึง ก็จะได้นำข้อมูลทั้งหมดไปประกอบการพิจารณาลดภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างให้แก่โรงเรียนเอกชนนอกระบบอย่างเสมอภาค และยั่งยืน ไม่ใช่แค่ปีพ.ศ.2563 แต่จะมีการพัฒนาในลำดับต่อไป ขณะเดียวกัน นางกนกวรรณ ยังยืนยันว่าตั้งแต่ปี 2563 นี้ ก็จะได้รับการพิจารณาผู้ประกอบการโรงเรียนเอกชนนอกระบบทุกลักษณะของโรงเรียนนอกระบบ แต่จากการสำรวจความเดือดร้อนต่าง ๆ มีข้อมูลที่ปรากฏว่า ผู้ประกอบการโรงเรียนเอกชนนอกระบบนั้น ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และก็ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้าง ต้องนำเรียนว่าในการประเมินนี้ นอกเหนือจากในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ก็ต้องจะต้องมีหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นในความมั่นคงเรื่องเศรษฐกิจการคลังของประเทศ แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะน้อมรับ และจะทำอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่ส.ส.ได้เสนอมาต่าง ๆ และขอน้อมรับประเด็นต่าง ๆ แล้วจะนำไปพิจารณาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ให้มีความเสมอภาคและเกิดการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายขอขอบคุณสมาชิกที่ได้ตั้งกระทู้ถาม ซึ่งถือว่าเป็นคำถามที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง และก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้กระทรวง ได้มีโอกาสได้ชี้แจงนโยบายเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบไปด้วยนอกระบบไปด้วย และก็อันจะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของไทยอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แก่โรงเรียนเอกชนทุกประเภท