"สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง" ส.ส.กระบี่ วอน สภาฯตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาแผนการใช้น้ำมันปาล์ม-ปาล์มน้ำมัน พร้อมหนุน ให้ใช้ CPO ภายในประเทศเท่านั้น

"สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง" ส.ส.กระบี่ วอน สภาฯตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาแผนการใช้น้ำมันปาล์ม-ปาล์มน้ำมัน พร้อมหนุน ให้ใช้ CPO ภายในประเทศเท่านั้น

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เขต 2 เสนอญัตติเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแก้ปัญหาปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม พร้อมกับท่านส.ส.ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ และก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่อยู่ภาคใต้ และก็ภาคอื่นๆที่มีปาล์มน้ำมัน ที่ร่วมกันเซ็นชื่อในการเสนอญัตติ และขอบคุณสมาชิกที่ได้เสนอญัตตินี้เพื่อให้พี่น้องเกษตรกร ชาวสวนปาล์มได้มีการยกระดับ และพัฒนาปาล์มน้ำมันขึ้นอีกระดับหนึ่ง ถ้าหากย้อนอดีตไปจะเห็นได้ว่าปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2472 เป็นเวลา 91 ปี แต่ลักษณะในการปลูกหลังจากนั้น ปลูกเพื่อที่จะเอาผลผลิตอย่างจริงจัง เริ่มต้นประมาณ 2510 กว่าๆ เป็นต้นมา และจังหวัดกระบี่ ก็เป็นจังหวัดต้น ๆ และก็ได้ชื่อว่าเมืองหลวงปาล์มน้ำมัน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ เห็นได้ว่าปาล์มน้ำมันในขณะนี้ขยายไปทั่วประเทศ ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน บางจังหวัดก็ปลูกปาล์มน้ำมันกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุด เกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันไม่เคยได้รับความสนใจ ใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นเชิงวิชาการ ในการที่จะพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ และเรื่องปุ๋ย ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงในชาวสวนปาล์มก็ดี ปาล์มน้ำมันที่จริงแล้วเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก ใช้ได้ทุกส่วนของต้นปาล์มน้ำมัน ถือเป็นพืชมหัศจรรย์จริง ๆ แต่น่าเสียดายเสียโอกาสที่นโยบายของรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญในส่วนของปาล์มน้ำมัน จึงทำให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มต้องพึ่งพาตัวเอง ไม่เหมือนกับพืชอื่น ในส่วนของพระราชบัญญัติอ้อย ที่มาทำน้ำตาล ดูแลในเรื่องของพ.ร.บ. ดูควบคุมไปจนถึงโรงงาน แม้กระทั่งรถสิบล้อบรรทุกอ้อยก็ยังได้สิทธิ์พิเศษในเรื่องของการที่จะบรรทุกให้สูงขึ้น กว้างขึ้น ยาวขึ้น เนื่องจากว่ามีพระราชบัญญัติที่พิเศษ ปาล์มน้ำมันก็ไม่เหมือนกับยางพารา ซึ่งยางพารามีพ.ร.บ.ยางพารา และมีกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง วันนี้ก็มีการยางแห่งประเทศไทย ตนเองเห็นด้วย แล้วก็เห็นแนวทางเดียวกันกับเพื่อนสมาชิกผู้เสนอทั้ง 6 ฉบับ โดยแนวทางของตนเอง แยกออกเป็น ปาล์มน้ำมัน และ น้ำมันปาล์ม " เพราะฉะนั้น โครงสร้างของปาล์มน้ำมัน ซึ่งประกอบด้วยต้นปาล์มผลตามนะครับปุ๋ยแรงงานการพัฒนาอะไรต่างๆเนี่ยอันนี้คืออาบน้ำมันนะครับปั๊มน้ำมันก็ต้องดูในเรื่องของต้นปาล์มและผลปาล์ม อีกเรื่องก็คือน้ำมันปาล์ม  น้ำมันปาล์มคือนำผลที่สุกเป็นทะลายที่เกษตรกรไปเอาผลปาล์มมาขายสู่ลานเท เพื่อที่จะส่งให้โรงสกัด โรงสกัดส่วนใหญ่จะมีพระราชบัญญัติโรงงาน แล้วก็นำผลปาล์มทะลายที่สุกแล้วนำไปสกัดเขาเรียกว่า CPO  ซึ่ง CPO ก็คือน้ำมันปาล์มดิบ หลังจากได้ CPO แล้วนั้น ก็ไปสู่โรงรีไฟน์ ก็เอาน้ำมันดิบไปสกัดให้มีความบริสุทธิ์ขึ้น อันนี้เราก็ได้น้ำมันพืชที่มาบริโภค อย่างไรก็ตาม เกษตรกรขายผลปาล์มน้ำมันบางปีก็กิโลกรัมละบาทกว่า  ผลผลิตต่ำก็ไป 5-6 บาท ก็มี แต่น้ำมันพืช 40 บาทถ้วน และไม่ว่าราคาผลปาล์มน้ำมันจะ 1.50 - 2.50 - 3 - 3.50  จนถึง 6 บาท น้ำมันพืชก็ 40 บาท เพราะฉะนั้นเรามีภาพตัวอย่างควบคุมในเรื่องของเชิงพาณิชย์ที่น้ำมันพืช ในกรณีมีเพดานไม่เกินเท่าไหร่ แต่เราไม่มีกฎหมายควบคุมในส่วนของต้นทางของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ณ วันนี้รัฐบาลใช้มาตรการในเรื่องของการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันโดยการประกันราคาผลปาล์ม 4 บาท หมายความว่าเกษตรกรขายปาล์มได้ต่ำกว่า 4 บาท ส่วนต่างรัฐบาลจะไปชดเชยให้ครบ 4 บาท ณ วันนี้ปัญหานโยบายอย่างนี้ แก้ปัญหาพี่น้องเกษตรกรรายเล็ก แก้ได้ไม่หมด เนื่องจากว่าเกษตรกรชาวสวนปาล์มยังมีปัญหาอยู่มาก เช่น ปลูกปาล์มในป่าสงวน ปลูกปาล์มในแหล่งที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ล้วนแต่เป็นประเด็นปัญหาที่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีพ.ร.บ.ปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม และควรจะต้องมีกองทุนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย โดยอาจจะเทียบเคียงในเรื่องของกองทุนยางพารา อาจจะเป็นพ.ร.บ.อ้อย และพ.ร.บ.ยาง ก็ให้คณะกรรมการได้มาศึกษา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ประชาชนก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องของเกษตรกรข้างล่างชาวสวนปาล์ม และเมื่อเกษตรกรตัดปาล์มไปแล้ว ไปขายลานเท แล้วแต่ลานเทจะบอกว่าเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มของเกษตรกรรายนี้ จะกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในขณะที่รัฐบาลส่งเสริมในเรื่องของการปลูกปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพบอกว่า 22-25 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันจะไปปลูก 3 ปีตัดปาล์มไปส่งทีไร บอกว่า 18% ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นข้อที่มีความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องแก้คือต้องมีกฎหมายในการกำกับควบคุมโดยการตั้งมิเตอร์เรียลไทม์ที่แท้งก์ของ CPO เพราะฉะนั้นปาล์มน้ำมันของเกษตรกร จะส่งที่ CPO เมื่อส่งพันกิโล หลังจากสกัดออกมาเป็นน้ำมันปาล์มได้กี่กิโล มิเตอร์ก็จะขึ้นหมดเลย แล้วจะส่งไปที่ไหนก็จะรู้หมด อันนี้เป็นการแก้ปัญหาได้พอสมควรในกรณีการเอาน้ำมันเถื่อนเข้ามาใส่ในแท้งค์ แล้วก็บอกว่าน้ำมันค้างสต๊อก อันนี้ในเรื่องของกรณีติดมิเตอร์ อันนี้ก็ควรที่จะศึกษาอีกหลายประเด็น สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ คือ ต้องชื่นชมนโยบายที่รัฐบาล ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ จะต้องติดหัวจ่ายน้ำมัน B10 ทั่วประเทศ  ซึ่งก็ใช้กันดี ก็ไม่มีผลต่อเครื่องยนต์แต่ประการใด" " สำหรับการใช้ b10 คือน้ำมันดีเซล 100% เอาน้ำมันปาล์ม 10% เข้าไปใส่ ก็คือโดยการที่จะไปทำเอา CPO ของน้ำมันปาล์มไปทำเป็น B100 แล้วเอา B100 บวกกับน้ำมันดีเซล 10% ก็ได้เป็น ฺB10 สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐจะต้องออกมาควบคุมว่า CPO ที่มาผสมในน้ำมันต้องเป็น CPO ภายในประเทศเท่านั้น ไม่ไม่ต้องเอาจากต่างประเทศเข้ามา เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเสนอญัตติ ตนเห็นด้วยในการที่จะให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ในเรื่องของปาล์มน้ำมัน และ น้ำมันปาล์ม เพราะปาล์มน้ำมันเป็นสิ่งที่สามารถต่อยอด ก่อให้เกิดรายได้ให้กับประเทศชาติอีกมากมาย ในขณะเดียวกันต้องยกระดับเกษตรกรชาวสวนปาล์มวันนี้ต้องพึ่งพาตนเอง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และข้อห้ามต่าง ๆ ในเรื่องของกฎหมายในอนาคตที่คณะกรรมการต้องไปดูแล เช่นในเรื่องของการให้ทุน ในการที่จะปลูกในป่าไม้ ในเขตอุทยานต่าง ๆ ก็สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่สนับสนุนทุกท่าน " นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวทิ้งท้าย