"ส.ส.สฤษดิ์ บุตรเนียร" อภิปราย หนุนตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ ในประเทศไทย

"ส.ส.สฤษดิ์ บุตรเนียร" อภิปราย หนุนตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ ในประเทศไทย

วันที่ 14 สิงหาคม 2563 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดปราจีนบุรี เขต 3  อภิปราย เรื่องที่จะบรรจุญัตติเข้าสู่วาระ เรื่องขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ ในประเทศไทย ด้วยระบบการศึกษาของประเทศไทยนั้น มีปัญหาในหลาย ๆ ด้าน แต่ปัญหาสำคัญด้านหนึ่งคือ ปัญหาของเด็กไทยไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน มีเด็กไทยเป็นจำนวนมากที่ต้องออกจากการเรียนกลางคัน เนื่องจากครอบครัวไม่สามารถที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายการศึกษาได้ ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษา ที่สะท้อนถึงทักษะการศึกษา ความรู้ ความสามารถของเด็กไทย ที่ไม่ตอบสนองต่อตลาดแรงงานเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยเฉพาะในเรื่องที่เกิดจากสถาบันการศึกษา เช่น หลักสูตรการศึกษาคุณภาพของคุณครู สัดส่วนขนาดของโรงเรียน รวมทั้งงบประมาณที่ได้รับเป็นต้น ปัญหาเศรษฐกิจสังคมในประเทศนั้น สืบเนื่องมาจากปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น เป็นจุดกำเนิดก็มาจากความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา หากไม่รีบแก้ไข ปัญหานี้ก็จะขยายเป็นวงกว้าง และสืบทอดต่อไปเป็นมรดกอนาคตของชาติ ดังนั้น ในฐานะของผู้ยื่นญัตติ ร่วมกับท่านส.ส.รุ่งโรจน์ ทองศรี และท่านส.ส.เกียรติ เหลืองขจรวิทย์ จึงนำเสนอขอให้ได้โปรดพิจารณา จากหมวดที่ 5 หน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 54 กฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อลดความแตกต่าง และสร้างความเท่าเทียมกัน โดยส่งเสริม และสนับสนุน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการส่งเสริมให้เรียนรู้ตลอดชีวิต จัดให้มีความร่วมมือกันระหว่าง รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ให้จัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่กำกับส่งเสริม และสนับสนุน โดยจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จะเห็นในความต้องการของรัฐแล้ว จะเห็นว่า แม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ยังกำหนดไว้ จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาถึง กฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รัฐต้องจัดการศึกษาให้กับบุคคลมีสิทธิเสมอภาคกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยจัดให้อย่างทั่วถึงอย่างมีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย จากแนวนโยบายของภาครัฐในหมวด 16 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในมาตรา 257 (จ) ในเรื่องการศึกษาก็เช่นเดียวกัน รัฐ ต้องการให้มีการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน อย่างไม่เก็บค่าใช้จ่าย ทั้งมีการตั้งกองทุนและพยายามที่จะพัฒนา ครู อาจารย์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ โดยให้ผู้เรียนนั้น ได้เรียนส่งเสริมตามความถนัด จากโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อจะให้บรรลุให้สอดคล้อง ในทั้งระดับประเทศชาติในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ.2560 - พ.ศ.2579 ด้านที่ 4 ใน 6 ด้านนั้น รัฐพยายามที่จะส่งเสริมด้านการให้โอกาสความเสมอภาคความเท่าเทียมกันอย่างเป็นระบบ ความเหลื่อมล้ำในสังคม ถือเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งสำคัญที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตเริ่มถดถอยลงไปเรื่อย ๆ " ในวันนี้ ผมมุ่งเน้น ที่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่จะให้เห็นว่า การศึกษานั้นมีความสำคัญซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาคน แต่โอกาสทางการศึกษานั้น ความเท่าเทียมกัน ยังพบว่าเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำมาโดยตลอดเวลา สำหรับวันนี้จะพยายามยกประเด็นเพราะการเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคกันนั้น มีทุกมุม ไม่ว่าเรื่องรายได้ เรื่องศักยภาพ เรื่องความสามารถต่าง ๆ นั้นแต่วันนี้จะขอยกในเรื่องของความเหลื่อมล้ำที่กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้เอกชนและองค์กรภาครัฐมามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ำอย่างมากในระหว่างการศึกษาภาครัฐ และรัฐให้เอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษานั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ ซึ่งปัจจุบันนี้จะเห็นว่า โรงเรียนของภาคเอกชนนั้น ในระบบมีถึง 4,000 โรงเรียน ดูแลเด็กนักเรียนถึง 2.2 ล้านคน โดยนอกระบบประมาณหมื่นโรงเรียน ดูแลนักเรียน 1.5 ล้านคน โรงเรียนอาชีวะ 400โรง เด็กนักเรียน 380,000 คน จะเห็นว่า ทางภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เข้ามามีส่วนร่วมจะเห็นว่าจากที่ท่านได้อภิปราย ในเรื่องของการ เปลี่ยนแปลงที่ กล่าวไว้ว่า ภาคเอกชน จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบ โดยเฉพาะการศึกษานอกระบบ ซึ่งหลักสูตรระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพ โรงเรียนเสริมสวย โรงเรียนตัดเย็บ โรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งจะสอดคล้องอย่างมากกับยุคการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ ซึ่งต้องการให้เอกชนนั้นรู้จักการทำงานและสร้างงานให้สอดคล้องกับยุคของดิสรับชัน การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลนี้ จะเห็นว่าเมื่อเอกชนนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาแล้ว ซึ่งการจัดการศึกษานั้นแบ่งเป็น 2 ส่วน 1) งบลงทุน งบในการบริหารจัดการ การบริหารจัดการนั้นในการลงทุนนั้น เอกชนที่ได้เข้ามาร่วมโดยลงทุนเอง ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน การจ้าง อาคาร สถานที่ การจัดกระบวนการเรียนการสอน ส่วนภาครัฐไม่ต้องลงทุน แต่ถ้าภาครัฐจัดเอง ไหนจะงบลงทุนอาคาร สถานที่ และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นงบมหาศาลอย่างมาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเอกชนได้เข้ามาร่วมแบ่งเบาภาระถึง 25% จากเด็กทั้งประเทศ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การจัดการศึกษานั้น เอกชนได้มาแบ่งเบาภาระแล้วตามที่ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวไว้ว่า รัฐบาลเอง ภาครัฐ ควรจะเปลี่ยน Mindset ว่าเอกชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการการศึกษา ไม่ได้เข้ามาเป็นภาระ แม้แต่งบดำเนินการ รัฐบาลใช้ในระบบสูงกว่าภาคเอกชนถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูง และโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้ อัตราการเกิดต่ำลงเรื่อย ๆ หากทางภาครัฐ หรือรัฐบาล เปลี่ยนแนวความคิดว่า เอกชนเข้ามาแบ่งเบาภาระ การบริหารจัดการในครั้งนี้ จะเป็นโอกาส รัฐบาลจะไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น เพราะเด็กทุกปีก็จะเริ่มลดลง ถ้าเปลี่ยน Mindset การบริหารจัดการจะก้าวไปในอนาคตอย่างดีทีเดียว ดังนั้น นอกเหนือจากงบประมาณที่เป็นสิทธิพื้นฐานอยู่แล้ว ที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรสนับสนุน ความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการจัดโครงการอาหารกลางวัน หรืองบนมที่ให้ภาคเอกชนนั้น ก็ไม่เสมอภาคกัน ซึ่งจะเห็นว่าเด็กไทยทุกคน เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษา รัฐควรจะให้ความเสมอภาค ดังนั้น ในวันนี้พยายามที่จะสะท้อนให้เห็นว่า การศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างในการบริหารจัดการประเทศนั้นเริ่มเปลี่ยนไป จากเด็กเกิดน้อย สังคมสูงอายุเริ่มมากขึ้น แต่หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย หรือไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาในภาคบังคับอย่างนี้ต่อไป เชื่อว่า เยาวชนในวันนี้ คือกำลังของประเทศชาติ และจะเป็นผู้รับใช้ หรือผู้เลี้ยงดูคนแก่ในอนาคต ก็จะเกิดความเดือดร้อน ดังนั้น จากปัญหาที่ครูเอกชนที่ต้องรับภาระ ที่ดูแลนโยบายความคิด หรือเป้าหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเด็กไทย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ อยู่ภาคเอกชน นั่นคือทรัพยากรของประเทศชาติ ครูก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะทำงานที่เอกชน หรือทำงานที่รัฐ ก็ทำงานเพื่อเป้าหมายประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องการเห็นความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่สำคัญ แต่ก็เชื่อว่าหากรัฐได้เริ่มต้นจากวันนี้เป็นต้นไปการบริหารจัดการ หรือการแก้ไขประเทศชาติ ก็จะบรรลุผลมากยิ่งขึ้นด้วยเรื่อย ๆ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการศึกษานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมของประเทศชาติเป็นอย่างมาก เพราะการศึกษาถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวต่อไป จึงทำให้มีคุณภาพยิ่งทำให้มีคุณภาพเท่าเทียมกันก็จะยิ่งทำให้มีความเสมอภาค และในวันนี้โครงสร้างของสังคมต่าง ๆ เริ่มที่จะเห็นว่าความสำคัญของการศึกษาในยุคหลังจากโควิด-19 เป็นต้นไป เชื่อว่า หากรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับภาคเอกชน ซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ในฐานะของส.ส. พรรคภูมิใจไทย ต้องการเห็นการขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในครั้งนี้ ต้องเริ่มต้นจากเด็กเริ่มจากวัยเรียน" ส.ส.สฤษดิ์  กล่าว