"ส.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา" หนุน การตั้งคณะกรรมการวิสามัญการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร 

"ส.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา" หนุน การตั้งคณะกรรมการวิสามัญการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร 

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย หารือในประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองกับ 8 ญัตติที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา กล่าวว่า มีความสนใจ และให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติด ตั้งแต่ครั้งแรกที่รับราชการเมื่อปี 2544 หน่วยงานแรกที่ได้ปฏิบัติงาน คือ กระทรวงสาธารณสุข กองประสานปฏิบัติงานยาเสพติด และถูกส่งไปอบรมเรื่องของชุมชนบำบัด ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นระยะเวลา 3 เดือน ที่ได้ร่วมกิจกรรมกระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ที่ติดยาเสพติด ชุมชนบำบัดเป็นหนึ่งในการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ประเทศไทยเองก็ได้ส่งผู้ไปเข้าร่วมอบรมเกือบทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นรูปแบบหนึ่งที่ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในปัจจุบัน ซึ่งตรงนั้นทำให้ได้เห็นภาพใหญ่ว่า ยาเสพติดไม่มีทางที่จะหมดไปในโลกใบนี้ " เขาเปรียบยาเสพติดเสมือนลูกตุ้มนาฬิกาแกว่งไปแกว่งมาไม่เคยหยุดนิ่งแต่จะขึ้นพีคสูงขึ้นในการแพร่ระบาดของแต่ละชนิด แล้วแต่ละยุค แต่ละสมัย สมัยเด็ก ลูกตุ้มขึ้นสูง ยาเสพติดนั้นก็คือ เฮโรอีน กับ โคเคน หลังจากนั้นลูกตุ้มลดลง ยุคต่อมาก็จะเป็นยาบ้า ยาอี ยาไอซ์ ฉะนั้นเมื่อยาเสพติดต้องอยู่คู่กับโลกใบนี้ เพราะผลประโยชน์มากมาย เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หรือว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ต้องร่วมมือกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ" สำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 16 ยาเสพติด ซึ่งก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามาเกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่ก็มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มักอาศัยสถานการณ์ขณะเกิดเหตุความรุนแรงในการขนย้ายยาเสพติด เจ้าหน้าที่กรมพละกำลังไปดูแลด้านความมั่นคงเป็นหลัก ด่านและกำลังพลก็เยอะ แต่ก็ยังสามารถผ่านด่านหลายด่านไปได้ จึงเป็นคำถาม เป็นข้อสังเกตที่ไม่มีคำตอบว่า การบูรณาการงานในการทำงานยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นปัญหาอยู่ หรือไม่ อย่างไร ในช่วง covid-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการรวบรวมข้อมูลจากโครงการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงโดยอ็อกแฟม ได้ข้อมูลจากการนำเสนอในเวทีสัมมนาการเตรียมรับมือ covid-19 ระลอก 2 ของคณะกรรมาธิการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎรจัดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจ ว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงช่วง covid -19 ระบาดในโลก และในประเทศไทย อัตราความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก การใช้บริการสายด่วนเพิ่มขึ้น ในฝรั่งเศสสิงคโปร์ อาร์เจนตินา อัตราความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย เหตุเกิดจากสุรา ยาเสพติด ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ มีลูกที่เป็นพยานรู้เห็นการทำร้ายร่างกาย มีการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย รายงานความรุนแรง ต่อผู้หญิงจากคู่สมรสของคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดนราธิวาสในปี 2562 พบว่า ยาเสพติดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของความรุนแรงต่อผู้หญิงในชีวิตคู่หนึ่ง เกือบหนึ่งในสองของผู้หญิงที่ฟ้องหย่าเพราะสามีติดยาเสพติด ฉะนั้น จากที่ตนเองได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณแผนบูรณาการป้องกันปราบปราม และบำบัดรักษายาเสพติดประมาณ 2564 จะเห็นได้ว่างบประมาณแผนบูรณาการยาเสพติดอย่างเดียวในปี 64 6,286 กว่าล้านบาท ให้น้ำหนักเรื่องการปราบปราม 47.47 % เรื่องการป้องกัน 27.44%  เรื่องของการบำบัดรักษา 25.09%  ขออนุญาตเน้นถึงการป้องกันแล้วก็เรื่องของการบำบัดรักษาที่ตั้งเป็นข้อสังเกต 3 ข้อ เรื่องแรก) คือเรื่องของชุมชน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะกฎหมายจะมีบทลงโทษที่หนักแต่ละพื้นที่ที่ระบาดยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นประชากรการศึกษา เศรษฐกิจ ความรุนแรงจะแตกต่างกันไป ควรที่จะมีชุมชนที่มีความเห็นร่วมกันและจัดทำประชาพิจารณ์ ในพื้นที่ภาคใต้เอง มีมาตรการของชุมชนร่วมกันเองว่า จะดูแลผู้ที่ติดยาเสพติดในพื้นที่นั้นอย่างไร ประการที่สอง) เรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ เรื่องการบำบัดฟื้นฟู การจัดการปัญหายาเสพติดต้องเน้นการคงไว้ซึ่งการบำบัดมากกว่ามุ่งจะให้หยุดเสพติด เพราะว่าการติดตามต่อเนื่อง จะช่วยกันปรับพฤติกรรมได้ มีเพื่อน ๆ ที่สนับสนุนครอบครัวดูแลอย่างอบอุ่น มีงานทำ แต่งบประมาณเบิกจ่ายไม่รองรับเท่าที่ควร การนัดติดตามมีหลายรูปแบบ ให้สะดวกทั้งผู้บำบัดแล้วก็ผู้ป่วยด้วยไม่ว่าจะเป็นการออกค่ารถให้มาสถานบำบัด และอื่น ๆ ประการสุดท้าย) คือ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก นั่นคือเรื่องเด็ก การส่งเสริมป้องกันระบบการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็ก ครอบครัวสำคัญเรื่องการยั้งคิด แยกถูกผิดมีวินัย รอคอย ซื่อสัตย์ หรือว่า executive function คือกระบวนการทางความคิดในส่วนสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก เช่นทักษะในการที่จะปฏิเสธ โดยเฉพาะช่วงเด็กวัย 3-6 ขวบของเด็กจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการพัฒนา ฉะนั้น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรเน้นเรื่องของการป้องกันให้ได้อย่างมากที่สุด ส่วนเด็กมัธยมโรงเรียนที่มีกิจกรรมส่วนร่วม และสันทนาการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรีเรื่องของกีฬา ต้องมีพื้นที่ที่แสดงออกให้เด็กรู้สึกว่ามีคุณค่า ทั้งนี้เด็กเกินครึ่งที่อยากลอง อยากจะท้าทายสิ่งใหม่ ๆ การเรียนรู้ทักษะสังคม จริยธรรมหรือว่า SM โซเชียลมอร์รัล ก็เป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้น จึงขอสนับสนุนการตั้งคณะกรรมการวิสามัญการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร