27 ตุลาคม 2563 เวลา 19:21
"ศุภชัย ใจสมุทร" แนะ นายกฯ ต้องเปิดใจ และเดินหน้าในการแก้ไข รธน. อย่างที่รับปากไว้ ยัน ! จุดยืนพรรคภูมิใจไทย ปกป้องสถาบันฯ ... ลั่น ! ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกกรณีไม่ว่าจะมาจากภาครัฐ หรือ กลุ่มผู้ชุมนุม
วันที่ 27 ตุลาคม 2563 นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" ให้ทำหน้าที่เป็นผู้สรุปจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย ต่อประเด็นที่กำลังถกกันในสภาในห้วงเวลานี้ โดยนายศุภชัย กล่าวต่อว่า
" ในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยเจอภาวะอันหนักหน่วงจากโรคระบาด Covid-19 กว่าที่เราาจะเอาชนะมันได้เราต้องทุ่มเทสุดกำลังในการที่จะต่อสู้กับมัน เป็นการทุ่มเททั้งทุกภาคส่วน ไม่ว่าทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกัน จนวันนี้พวกเราภาคภูมิใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะพวกเราทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ แต่พอถึงจุดนี้ก็เริ่มมีความคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้ทำไปถูกต้องหรือไม่ ซึ่งความจริง ขอยืนยันว่า ในชุดความจริงที่พวกเรามีอยู่เราพบว่ารัฐบาลได้ทุ่มเททำเพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่ในอันดับ 141 ที่อยู่ในระดับเรื่องของความปลอดภัยของโควิด-19 ในขณะที่หลายประเทศยุโรป อเมริกา ประสบปัญหาหนักหน่วง และคิดว่าหลังจากนี้แล้ว เราก็ควรที่จะได้มีเวลาในการฟื้นฟูเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและยังดำรงอยู่ แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ กลับพบว่าแทนที่เราจะได้ร่วมกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กับเผชิญปัญหาใหม่ก็คือ ความขัดแย้งในบ้านเมือง อาจลุกลาม เผยแพร่ น่าห่วงใยไม่น้อยกว่า covid-19"

" ปัญหาความขัดแย้ง การชุมนุมครั้งนี้ ผม เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์พอสมควรในเรื่องของการบ้านการเมืองในประเทศไทย เราพบว่าในอดีตที่ผ่านมา ความขัดแย้งเป็นเรื่องของการแย่งชิงการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายการเมือง นำโดยคนในการเมือง นำโดยผู้คนในพรรคการเมือง จุดหมายปลายทางก็คือการแสวงหาอำนาจทางการเมือง เป็นการสู้กันของสี แต่ละสีเรื่อยมา แต่ความจริงที่เราเห็นคราวนี้ก็คือความแตกต่างก็คือต้องยอมรับว่า วันนี้การชุมนุมไม่ปรากฏว่ามีการนำโดยฝ่ายการเมืองที่ชัดเจน ครั้งนี้เป็นการชุมนุมของคนกลุ่มหนุ่มสาว นักเรียน นิสิตนักศึกษา และผมคิดว่าเป้าหมายที่เขาได้เข้าสู่การชุมนุมครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเป้าหมายทางการเมือง หากแต่เป็นประเด็นทางสังคม หรือประเด็นทางเศรษฐกิจ หรือปากท้อง เพราะเขามีความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าเรียนจบมาแล้ว เขาจะมีงานทำไหม เขาจะมีกิน จะมีอยู่ได้อย่างไร ถ้าการเมืองหรือฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราทำอะไรที่เป็นความไม่โปร่งใส ที่เป็นเรื่องที่เขาห่วงใย ความไม่เป็นธรรมในเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องงบประมาณ เป็นต้น สิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่า ผู้ที่เข้ามาชุมนุมนี้ ถ้าแบ่งเรื่อง Generation หรือ Gen พวกเราส่วนใหญ่ที่นี่เราต่างเป็น Gen B : baby boomer อายุมาก หรือ อย่างมากก็ X แต่ Y หรือ Z ไม่ได้อยู่ที่นี่ ช่องว่างระหว่างความคิดมันแตกต่างกัน ระบบความคิดการสื่อสารมันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ในข้อเสนอที่มีการเรียกร้องให้มีการเจรจาพูดคุยกัน
ผมว่าวันนี้พวกเราที่อยู่ที่นี่ ต้องตั้งสติให้ดีครับตั้งรับกันด้วยความเข้าใจว่าเราจะต้องเปิดหัวใจให้กว้าง เพื่อรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะต้องสั่ง ต้องสอน เราจะต้องรับสารโดยวิธีการที่ต้องเปิดใจ เข้าใจ ไม่ตัดสินใจ จึงจะสามารถร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เราต้องฟัง เพราะฉะนั้นถ้าในที่สุดสภาแห่งนี้ จะมีการตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุย เปิดหัวใจคุยด้วยกัน ถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกัน ภูมิใจไทย ก็สนับสนุนให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้น"

"ในฐานะพรรคการเมือง ภูมิใจไทย นำโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้แสดงจุดยืนมาตลอดว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนว่าเราสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนมาเป็นผู้ร่าง
ผมไปอยู่ในกรรมาธิการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ทุกกรรมาธิการ ยืนยันเรื่องนี้ได้ว่า ผมแสดงจุดยืนชัดเจน เรื่องนี้ในการตั้ง ส.ส.ร."
" เรื่องต่อมาที่ยังยืนยันก็คือ กรณีการใช้ความรุนแรง ภูมิใจไทย ไม่สนับสนุนเรื่องของการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจากภาครัฐที่กระทำต่อผู้ชุมนุม หรือผู้ชุมนุมกระทำต่อภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นด้วยกาย วจี วาจา หรือเขียนลงบนพื้นถนนก็ตาม นั่นคือความรุนแรงที่เราไม่สนับสนุน และสิ่งที่ภูมิใจไทยได้เห็นชัดเจนก็คือว่าปัญหาใหญ่ของประเทศที่กำลังจะมาในไม่ช้านี้ หลังจากที่เราแก้ปัญหาเรื่องโควิดได้ตามสมควร ก็คือเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจ เป็นปัญหาใหญ่ วันนี้เราจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนนับจากนี้ไปรัฐบาลจะทำอย่างไรให้ราคาสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น พี่น้องประชาชนเกษตรกรอยู่ได้ "

"เมื่อวานนี้ ส.ส.ภูมิใจไทย ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงความห่วงใยเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ จะได้มีการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรในเรื่องราคาข้าว สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็คือจะประกันในราคา 15 บาท แต่ส.ส.ภูมิใจไทย จากหลายจังหวัด ได้เรียนท่าน ว่าจริงๆในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ต้นทุนการผลิตอย่างนี้ 15 บาท ไม่พอ เราได้แสดงไปยังท่านชัดเจนว่า เราขอกิโล ละ 18 บาท ได้ไหม 18 บาทนี้ จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนชาวนา ซึ่งอาจจะมีลูกที่กำลังชุมนุมอยู่ที่นี่ก็ได้
วันนี้เราต้องแสดงจุดยืนให้เห็นว่า เมื่อเขาเรียนจบมา รัฐบาลจะต้องมีงานให้เขาทำ ไม่มีช่องว่างระหว่างลูกของผู้มีเงิน ผู้มีสถานะทางสังคม กับลูกของชาวนา นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรี ว่า ถ้าท่านมาปรึกษาเรา ผมก็จะให้คำแนะนำนี้กลับไป ภูมิใจไทย จะบอกว่า วันนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างโอกาส สร้างรายได้ สิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ดีแล้ว แต่วันนี้ต้องสร้างให้มากขึ้น สร้างความมั่นใจ นี่คือสิ่งที่พวกเราอยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรี ว่า ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญมาอันดับหนึ่ง"
" พรรคภูมิใจไทย ได้มีคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคมา ในข้อ 8 ว่า พรรคจะเชิดชูสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ 2 พรรคจะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน นี่คือเจตนารมณ์มันชัดเจนที่ ภูมิใจไทย ยังเป็นอยู่และดำรง"

" วันนี้น่าห่วงใยว่า มีการกระทำหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็นการจาบจ้วงสถาบัน เป็นการจาบจ้วงในสิ่งที่เกินกว่าที่ผู้คนทั่วไปที่มีความจงรักภักดีจะยอมรับได้ หลายเรื่องหลายราวที่เกิดขึ้น เมื่อวานที่สถานทูตสาธารณรัฐเยอรมัน เป็นสิ่งที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมตรงไปตรงมา วันนี้ถ้าใครกระทำความผิดกฎหมายเห็นได้ชัด ท่านละเว้นที่จะไม่ดำเนินคดีไม่ได้ วันนี้มีการดูหมิ่น มีการหมิ่นประมาท มีการแสดงการอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าถ้าเห็นชัด ท่านต้องดำเนินการ แน่นอนว่า ผู้คนที่ไปที่นั่นมีจำนวนมากมาย แต่ไม่เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เขานำมาอ่านกัน เมื่อคืน ผมอยากให้รัฐบาลได้แยกส่วนของผู้ไม่รู้ กับผู้ที่ตั้งใจที่จะทำเรื่องนี้ แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าที่เราจะพูด แต่ผมคิดว่าวันนี้ถ้าไม่พูดไม่ได้ ผมฝากรัฐบาล เรื่องสำคัญเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง
สิ่งสำคัญ คือ ในขณะที่เราเห็นว่าปัญหาที่เป็นปัญหาเหมือนภายในครอบครัวของเรา ในบ้านของเรา แต่สื่อต่างประเทศ เสนอข่าวไม่ใช่เป็นเรื่องของไล่นายกรัฐมนตรี แต่พยายามจับคู่ใหม่ เรื่องของผู้ชุมนุมกับสถาบัน ผมไม่อยากให้รัฐบาลละเลยในการที่จะทำความเข้าใจกับต่างประเทศในเรื่องนี้ ต้องแสดงให้เห็นว่า จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัวเรา ที่เราคุยกันได้ เพราะคนที่มาชุมนุมก็คือลูกหลานเรา วันนี้การละเลย การใช้เสรีภาพผมเคารพ แต่การใช้เสรีภาพที่เกินเลย 100% ไปกระทบต่อเสรีภาพของผู้อื่น การชุมนุมของผู้ชุมนุม ถ้าตามสมควรก็ว่ากันไป แต่ถ้าถึงขนาดปิดถนน ท่านก็ไปละเมิดเสรีภาพของผู้ใช้ถนน
ถึงเวลาเสียทีที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายให้เข้มแข็งกว่านี้ อะไรที่ทำได้โปรดทำ เพื่อรักษาให้ทุกคนเคารพกฎหมาย ในขณะที่หลายคนกำลังเคารพกฎหมาย แต่ท่านอย่าให้มีคนละเมิดกฎหมาย จึงฝากท่านว่า เรายืนยันครับว่าสิ่งที่เราแสดงความเห็นต่อท่านนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลวันนี้ เพื่อที่ต้องการให้เราก้าวข้ามความขัดแย้งในเรื่องต่าง ๆ พูดคุยกันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน วันนี้ไม่มีไม่มีช่องว่างระหว่างวัย ถ้าเราเปิดหัวใจ เพราะวันนี้เราคือคนไทยด้วยกัน ไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลายมากไป รัฐบาลต้องเข้ามาเปิดหัวใจ แล้วสิ่งที่ท่านจะต้องให้คำมั่นสัญญาว่า ถึงเวลาแล้วที่วันนี้เราจะเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านนายกฯ รับปากไว้"