"กรวีร์" แนะ ! รัฐควรใช้ระบบดิจิทัลเก็บข้อมูล-คัดเลือก ผู้กู้กยศ. ติดตามความคืบหน้าจนจบการศึกษา พร้อมสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้รองรับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป ย้ำ ! จุดยืน ภท. จำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขกม. กยศ.

"กรวีร์" แนะ ! รัฐควรใช้ระบบดิจิทัลเก็บข้อมูล-คัดเลือก ผู้กู้กยศ. ติดตามความคืบหน้าจนจบการศึกษา พร้อมสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้รองรับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป ย้ำ ! จุดยืน ภท. จำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขกม. กยศ.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล อภิปรายเรื่อง การบริหารจัดการการชำระหนี้ กยศ. โดยอภิปรายว่า รัฐบาลประกาศที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล การเป็นรัฐบาลดิจิทัลนั้น หมายความว่า การเก็บข้อมูลต่างๆของหน่วยงานของกระทรวงต่างๆนั้น สามารถที่จะลิงก์ และสามารถที่จะเชื่อมโยงถึงกันได้ " โดยอยากเห็นการใช้ข้อมูลของนักเรียนนักศึกษาเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกก่อนที่จะเข้าไปสู่กองทุนกู้ยืม นั่นคือการคัดเลือก จากการที่ได้อ่านรายงาน และพบว่ามีหลักเกณฑ์ เรื่องของการกำหนดรายได้ไม่เกินครัวเรือนละ 360,000 บาทต่อปี และวิธีการก็คือให้หน่วยงานของรัฐ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้รับรอง ว่าครอบครัวนั้นมีรายได้ถึง 3 แสนหกหมื่นบาทจริงหรือไม่ แต่วิธีการอื่นที่จะไปตรวจสอบล่ะ วันนี้จึงเห็นเด็กหลายคนสมควรที่จะได้รับโอกาสแต่กลับไม่ได้รับโอกาส  เด็กบางคนมีโอกาสที่ดีอยู่แล้วแต่ไปกินที่ของเพื่อน ปัญหาเหล่านี้สมควรที่จะหมดไปถ้าหากว่าเรามีการเก็บข้อมูลเชื่อมโยง และสามารถที่จะดูว่าในครัวเรือนเขา พ่อ-แม่ มีรายได้เท่าไหร่ มีพี่น้องกี่คน กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นใด มีค่าใช้จ่ายทั้งด้านการศึกษาต่อครัวเรือนเท่าไหร่ นั่นคืออันดับแรกการคัดเลือกคน อันที่สองก็คือการติดตามหลังจากที่เขาได้ทุนไปเรียนหนังสือแล้ว ทั้งนี้ ตนเชื่อว่า การติดตามข้อมูลของนักเรียนนักศึกษาที่มีอยู่ระหว่างการศึกษาตามมหาวิทยาลัยหรือตามสถาบันศึกษานั้น เราสามารถที่จะติดตามได้  เรารู้ได้อย่างไรว่าเขาเรียนอยู่ในสาขาใดเรารู้ว่าผลการเรียนเขาเป็นอย่างไรเรารู้ว่าเขาจะถึงเวลาที่ต้องไปเพิ่มศักยภาพด้านใดเพื่อที่จะเตรียมความพร้อมให้เขาออกมาและสามารถที่จะไปสร้างรายได้สร้างอาชีพให้เขาเรียนจบได้ ความสามารถและโอกาสในการชำระหนี้ของคนที่เป็นลูกหนี้นั้น ไม่ได้ดูเฉพาะตอนจบ  แต่เราสามารถคาดการณ์และดูได้ตั้งแต่ตอนเขาเรียนหนังสือแล้วว่า ใครมีความรับผิดชอบที่จะเรียนหนังสือ และใครมีโอกาสที่จะจบไปแล้วได้งานทำเพื่อที่จะเอาเงินมาคืนในกองทุนได้ " และในขั้นสุดท้าย หลังจากจบการศึกษาไปแล้ว ในช่วงระยะเวลาที่เขาหางานทำ รัฐบาลเองสมควรที่จะเอาลิสรายชื่อของนักเรียนนักศึกษาเหล่านี้ที่อยู่ในกองทุน ที่เป็นลูกหนี้นั้น ไปติดตามดูว่าเขามีโอกาสในการไปหางานได้อย่างไร รวมถึงมีนโยบายต่างๆที่อาจจะให้การสนับสนุนคนกลุ่มเหล่านี้ ที่จะเข้าไปสู่แรงงานต่างๆของภาครัฐที่มากขึ้นเพื่อให้เขามีโอกาสในการสร้างรายได้ และเมื่อเขาสร้างรายได้แล้ว เขาก็จะเอารายได้นั้นกลับมาใช้หนี้ได้ ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม ไม่ใช่หน้าที่ของกองทุน จบต่อเมื่อเขาได้รับเงินไปแล้ว เขาไปเรียนแล้ว เขาจะยังไงก็แล้วแต่เขา เขาจบมาเขาจะไปทำงานอย่างไรก็ปล่อยไปตามความสามารถของเขา เราควรสร้างโอกาสให้กับเขา และสร้างหลักประกันว่าหลังจากที่เขาเรียนจบแล้ว ควรที่จะให้คนกลุ่มเราเนี่ยมีงานทำเพื่อให้เขามีโอกาสจะมีโอกาสสร้างรายได้เพื่อที่จะเอามาคืนเงินในกองทุน "ทั้งนี้ ขอย้ำว่า สำหรับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย 6 ด้าน คือ 1) ปลดภาระผู้ค้ำประกัน  2) ไม่มีดอกเบี้ย 3) ไม่มีเบี้ยปรับต่างๆ 4) พักชำระหนี้  5) ระยะเวลาผ่อนคืนเงินต้น ขยายเวลาเป็น 15 ปี และ 6) คือใช้ภาษีมาลดหย่อนหนี้ที่เขามีอยู่ในระบบของกยศ. ย้ำชัด ในเรื่องของจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย ว่า เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุน โดยกองทุนพ.ร.บ.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่จำเป็นที่จะให้โอกาสกับลูกหลานของพวกเรา และจำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายใดก็แล้วแต่ ไปแก้ไขพ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ถ้ากฎหมาย คือข้อจำกัด พรรคภูมิใจไทย ก็พร้อมที่จะทลายทุกข้อจำกัด เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของเรา" นายกรวีร์ กล่าวทิ้งท้าย