13 พฤศจิกายน 2563 เวลา 16:20
เปิดประเทศปลอดภัย เศรษฐกิจไทยไปรอด” ! “อนุทิน” จัดทัพใหญ่ สธ.โชว์ความพร้อม รับคลายล็อก ฟื้นชีวิตประชาชน
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน Smart Living with COVID-19 เปิดประเทศปลอดภัย เศรษฐกิจไทยไปรอด โดยมีนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนทุกแขนงรวม 70-80 คน เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกถึงนโยบายการเปิดประเทศ บนพื้นฐานของความปลอดภัย

นายอนุทิน กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ในระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค กระทั่งส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตามหลังจากที่สามารถจัดการโรคได้เป็นอย่างดี ประเทศไทยได้เรียนรู้การรับมือกับโรคได้แล้ว จึงมีนโยบายคลายล็อกเพื่อให้ประชาชนกลับมาทำมาหากิน และกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นฝ่ายเตรียมการเพื่อรองรับการผ่อนปรนที่เกิดขึ้น อาทิ ทีมสอบสวนโรคนับพันทีมที่พร้อมลุยงานเร่งด่วน มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 1 ล้านคนในการเฝ้าระวัง สถานกักกันโรคทุกประเภทมีห้องรองรับมากกว่า 8 พันห้อง มีห้องปฏิบัติการในการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อโควิด 19 จัดเตรียมยาฟาวิพิราเวียร์กว่า 6 แสนเม็ด ราเด็มดิเซเวียร์เกือบ 1 พันหลอด ห้องแยกโรคและเตียงเพื่อรองรับการรักษา เรามีเครื่องช่วยหายใจจำนวนมาก มีหน้ากาก N95 กว่า 2.7 ล้านชิ้น ชุด PPE กว่า 1.9 ล้านชิ้น

จากที่ต้องใช้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ป่วยอาการหนัก ปัจจุบัน หากมีอาการ สามารถให้ยาได้ทันที เพราะมียาสำรองไว้จำนวนมากช่วยลดความสูญเสีย ที่สำคัญประเทศไทยยังมีคนไทย ที่ให้ความร่วมมือ เหล่านี้คือความพร้อม ที่กระทรวงสาธารณสุขต้องการชี้แจงให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการเดินหน้าคลายล็อก ไปจนถึงการเปิดประเทศหลังจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมทรัพยากรไว้รองรับทุกเหตุการณ์จะเกิดขึ้น ที่สำคัญ การร่วมแรง ร่วมใจของคนไทย ทั้งการใส่หน้ากาก การล้างมือ เมื่อปฏิบัติต่อไป จะสามารถควบคุมการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือวัคซีนที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้

“การที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อเลย ไปล็อกบ้าน ล็อกเมือง ปิดประเทศ ให้ยอดผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ สิ่งนั้นไม่ใช่เป้าหมายของไทย เพราะนับจากนี้ ถึงเวลาเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคอย่างปลอดภัย คนไทย เศรษฐกิจไทย ก็ต้องฟื้นตัวด้วย มั่นใจว่าประเทศไทนสามารถจัดการสถานการณ์ได้ หากกระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อม บวกกับความร่วมมือของประชาชนและทุกภาคส่วน หวังว่า มาตรการ และการเตรียมการของกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นจุดแข็งที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ได้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง”
เหล่านี้เป็นภาพรวมความพร้อม ในวันที่ประเทศไทยจะต้องเดินหน้าสู้กลับโรคโควิด 19 ภายใต้แนวคิด SMART LIVING WITH COVID-19 คนไทยปลอดภัย เศรษฐกิจไทยไปรอด ขอยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขมีประสบการณ์ ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ ความพร้อม และมีแผนการในการรองรับการเปิดประเทศ ที่จะทยอยคลายล็อกหลังจากนี้

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการลดวันกักตัวเหลือ 10 วัน ว่า ทาง ศบค.ชุดเล็ก เห็นชอบในหลักการ และอยู่ระหว่างการทำรายละเอียดเพื่อเสนอแนวทางปฏิบัติต่อที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ให้พิจารณาในสัปดาห์หน้า จากข้อมูลที่ได้รับนั้น ยืนยันตรงกันว่า การลดให้เหลือ 10 วัน อยู่ในวิสัยที่สามารถควบคุมโรคได้
แต่การตัดสินใจทั้งหมดจะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของภาพรวม เพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะพิจารณาเพียงฝ่ายเดียว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ต้องเอากรมกองที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงาน อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การเตรียมความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุข นั้น แบ่งเป็น ด้านการรักษาพยาบาล ขณะนี้มีเตียงกว่า 20,000 เตียงทั่วประเทศ การรับผู้ป่วยจะพิจารณาจากคนไข้ที่มีอาการหนักที่อยู่ในห้องไอซียู ทั้งนี้ จากการระบาดรอบแรกคนไข้นอนไอซียูเฉลี่ยประมาณ 17 วัน ดังนั้น การเตรียมพร้อมครั้งนี้ ในกรุงเทพมหานครสามารถรองรับได้ 230-400 คน ทั่วประเทศรองรับได้ 1,000-1,740 คน
ขณะที่ยาและเวชภัณฑ์นั้น จากข้อมูลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2563 มียาฟาวิพิราเวียร์ 628,304 เม็ด สำหรับผู้ป่วย 8,900 ราย ยาเรมเดซิเวียร์ 795 ขวด สำหรับผู้ป่วย 126 ราย หน้ากาก N95 คงเหลือ 2,782,082 ชิ้น ชุด PPE คงเหลือ 1,959,980 ชิ้น มี 40 โรงงานกำลังการผลิต 6 หมื่นชุดต่อวัน และหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ คงเหลือ 50,922,050 ชิ้น มี 60 โรงงาน กำลังการผลิต 4,700,000 ชิ้น/วัน
ในส่วนการตรวจหาเชื้อนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีศักยภาพตรวจเชื้อเฉพาะกรุงเทพมหานครได้ถึงวันละ 10,000 ตัวอย่าง ต่างจังหวัดตรวจได้วันละ 10,000 ตัวอย่าง ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่ตรวจได้ 238 แห่งทั่วประเทศ ที่ผ่านมามีการสุ่มตรวจเชื้อโควิด 19 ในพื้นที่ชายแดนประมาณ 100,000 ราย พบผลบวก 1 ราย ถือว่ามีศักยภาพเพียงพอหากมีผู้สงสัยติดเชื้อและต้องตรวจเชื้อเพื่อยืนยันผล
ขณะที่ในส่วนของสถานกักกันโรคที่รัฐกำหนด (Alternative State Quarantine : ASQ) ที่ต้องผ่านมาตรฐาน 6 ด้าน ปัจจุบันมี 107 แห่ง มีผู้กักตัวสะสม 35,362 คน อยู่ระหว่างการกักตัว 6,201 คน กลับบ้านแล้ว 29,161 คน สร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 1,200 ล้านบาท 2. สถานกักกันในโรงพยาบาลทางเลือก (Alternative Hospital Quarantine : AHQ) รองรับผู้ป่วยโรคอื่นที่เดินทางเข้ามารับการรักษา ปัจจุบันมี 173 แห่ง มีผู้ป่วยและผู้ติดตามเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลแล้วจำนวน 2,367 ราย รักษาเสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 1,072 ราย กำลังรักษาอยู่ จำนวน 1,295 ราย สร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว จำนวน 1,272,827,982 บาท
