เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลงสู่ชั้นออกบัตรโดยสารของสถานีรถไฟฟ้าสนามไชย และเสด็จเข้าสู่บริเวณมณฑลพิธี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จากนั้น นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายบัตรโดยสารรถไฟฟ้าที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายสราวุธ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายบัตรโดยสารรถไฟฟ้าที่ระลึกแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายจานเบญจรงค์ที่ระลึกแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จากนั้น นายวิทยา พันธุ์มงคล รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายโต๊ะเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึก ลำดับต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กราบบังคมทูลถวายรายงานความเป็นมาของโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงิน) ส่วนต่อขยาย และกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” พร้อมทั้งน้อมเกล้าฯ ถวายแบบจำลองรถไฟฟ้าแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังแท่นพิธีทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงิน) ส่วนต่อขยาย อันเป็นสัญลักษณ์ของการสานต่อเส้นทางการเดินรถของโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงินเดิม) ช่วงหัวลำโพง – บางซื่อ ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทยที่ได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนมาเป็นเวลากว่า 16 ปี นับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2547 และบัดนี้ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ จะได้ต่อขยายการเดินทางในระบบรางของประชาชนออกไปอย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงสู่ศูนย์กลางเดียวกัน ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “เฉลิมรัชมงคล” ซึ่งมีความหมายว่า งานเฉลิมความเป็นมงคลแห่งความเป็นพระราชา สำหรับเส้นทางส่วนต่อขยายนี้ เพื่อเป็นการรวมโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงินทั้งสายเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ นำมาซึ่งความปีติยินดีและเป็นสิริมงคลแก่รัฐบาล กระทรวงคมนาคม การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตลอดจนประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าอย่างหาที่สุดมิได้
ในวาระอันพิเศษนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลงสู่ชั้นชานชาลา และเสด็จเข้าประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่ง เพื่อเสด็จฯ จากสถานีรถไฟฟ้าสนามไชย ไปยังสถานีรถไฟฟ้าหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร โดยเส้นทางการเดินรถไฟฟ้านี้จะลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างสถานีรถไฟฟ้าสนามไชยไปยังสถานีรถไฟฟ้าอิสรภาพ และเปลี่ยนเป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับที่สถานีรถไฟฟ้าท่าพระ จนถึงสถานีรถไฟฟ้าหลักสอง ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 12 นาที
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกจากสถานีรถไฟฟ้าหลักสอง ทรงพระดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ บริเวณลานห้างเดอะมอลล์บางแค ทรงโบกพระหัตถ์ แย้มพระสรวล และมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด นำมาซึ่งความปลื้มปีติแก่ราษฎรที่ได้มารอชื่นชมพระบารมี โดยทุกคนต่างสวมเสื้อสีเหลืองและเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องตลอดเส้นทาง จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
โครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงิน) ส่วนต่อขยาย เป็นโครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ได้มีมติเห็นชอบให้ รฟม. ดำเนินการโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงิน) ส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ โดยมีแนวเส้นทางเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงินเดิม) ช่วงหัวลำโพง – บางซื่อ ที่สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง และสถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร และเพื่อให้การเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนมีความต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยได้เริ่มดำเนินงานก่อสร้างโครงการในปี 2554 เป็นโครงสร้างทางวิ่งแบบยกระดับผสมแบบใต้ดิน ระยะทางรวมประมาณ 28 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้
- ช่วงหัวลำโพง – บางแค มีระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร รวม 11 สถานี ประกอบด้วย โครงสร้างทางวิ่งแบบใต้ดิน ลักษณะเป็นทางวิ่งอุโมงค์คู่รางเดี่ยว ในช่วงหัวลำโพง – ท่าพระ ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร มีสถานีใต้ดินจำนวน 4 สถานี และโครงสร้างทางวิ่งแบบยกระดับ ลักษณะเป็นทางวิ่งรางคู่บนเสาตอม่อบริเวณเกาะกลางถนน ในช่วงท่าพระ – บางแค ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร มีสถานียกระดับจำนวน 7 สถานี โดยมีแนวเส้นทางเริ่มต้นต่อจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง ของโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงินเดิม)ฯ เป็นเส้นทางใต้ดินลอดตามแนวถนนพระรามที่ 4 เข้าสู่ถนนเจริญกรุง ผ่านวัดมังกรกมลาวาส ผ่านวังบูรพา เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสนามไชย ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองตลาด ลอดใต้คลองบางกอกใหญ่ เข้าสู่ถนนอิสรภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นเส้นทางยกระดับเข้าสู่สี่แยกท่าพระ ซึ่งเป็นสถานีร่วมกับส่วนต่อขยาย ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ แล้ววิ่งไปตามแนวถนนเพชรเกษม สิ้นสุดปลายทางที่ถนนกาญจนาภิเษก
- ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ มีระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร รวม 9 สถานี เป็นโครงสร้างทางวิ่งแบบยกระดับทั้งหมด ลักษณะเป็นทางวิ่งรางคู่บนเสาตอม่อบริเวณเกาะกลางถนน โดยมีแนวเส้นทางเริ่มต้นต่อจากสถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ ของโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงินเดิม)ฯ ผ่านแยกเตาปูน ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “ฉลองรัชธรรม” (สายสีม่วง) ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ เข้าสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ผ่านแยกบางพลัด แยกบรมราชชนนี แยกไฟฉาย และสิ้นสุดที่แยกท่าพระ โดยเชื่อมต่อกับส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค
ทั้งนี้ ในการดำเนินงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงิน) ส่วนต่อขยาย รฟม. ได้นำองค์ความรู้ทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์ และธรณีวิทยา รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล เข้ามาประยุกต์ใช้ในการก่อสร้าง อาทิ การใช้เทคโนโลยีนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นมาใช้ในการขุดเจาะอุโมงค์รถไฟฟ้าลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร อยู่ลึกจากระดับผิวน้ำ 30 เมตร (ลึกจากใต้ท้องแม่น้ำ 7 เมตร) และถือเป็นอุโมงค์รถไฟฟ้าลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย การใช้โครงสร้างอุโมงค์แบบ Pipe Roof แทนการใช้วิธี ขุดเจาะแบบเปิดผิวถนน เพื่อลดผลกระทบด้านการจราจรในระหว่างก่อสร้าง และเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมของพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากแนวเส้นทางและตำแหน่งที่ตั้งสถานีของโครงการอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ รฟม. ยังได้ออกแบบงานสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินให้กลมกลืนกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ของแต่ละพื้นที่ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้าวัดมังกร สถานีรถไฟฟ้าสามยอด สถานีรถไฟฟ้าสนามไชย และสถานีรถไฟฟ้าอิสรภาพ เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าไว้ จนได้รับการชื่นชมว่า เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินที่สวยที่สุดของประเทศไทย
จากความมุ่งมั่น ทุ่มเท ของรัฐบาล กระทรวงคมนาคม และ รฟม. ในการดำเนินงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” (สายสีน้ำเงิน) ส่วนต่อขยาย มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงการประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถเปิดให้บริการส่วนต่อขยาย ช่วงที่ 1 สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ – สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน ได้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ช่วงที่ 2 สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง – สถานีรถไฟฟ้าหลักสอง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2562 และช่วงที่ 3 สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน – สถานีรถไฟฟ้าท่าพระ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 ตามลำดับ ทำให้โครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” มีแนวเส้นทางเชื่อมต่อเป็นโครงข่ายเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมรองรับการเดินทางในเขตกรุงเทพมหานคร และยังมีจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงการทางเดินสู่ปริมณฑลได้โดยสะดวก
ทั้งนี้ ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมของประเทศ รฟม. จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ตามแนวนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ให้สามารถเชื่อมโยงโครงข่าย ขยายการเดินทางได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ส่งมอบการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยให้แก่ประชาชน และยังเป็นการบรรเทาปัญหาการจราจรด้วยการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดมลพิษทางอากาศจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ลดความแออัดของเมืองด้วยการขยายความเจริญออกจากศูนย์กลาง อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนช่วยส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ