2 ธันวาคม 2563 เวลา 16:08
กรรมาธิการคมนาคมสภาผู้แทนราษฎร กัดไม่ปล่อย ขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว จ่อเสนอ “ป.ป.ช.-สตง.” สอบต่อทันที
กรรมาธิการคมนาคม สภาฯกัดไม่ปล่อย ขีดเส้น 1-2 สัปดาห์นี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษณ์ กรณีมหาดไทยเสนอ ครม. อนุมัติขยายสัญญาสัมปทาน 30 ปี รถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ บีทีเอส หากข้อมูลฟังไม่ขึ้น หรือมีนัยยะสำคัญ จ่อเสนอ “ป.ป.ช.-สตง.-รัฐบาล” สอบทันที
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการเสนอขยายต่ออายุสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไปอีก 30 ปี ให้กับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอต่อ ครม. เพื่อขอความเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนว่า ภายหลังจากที่มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้ง กรุงเทพมหานคร (กทม.), สำนักบริหารหนี้, กรมการขนส่งทางราง(ขร.) กระทรวงคมนาคม, กระทรวงการคลัง มาชี้แจงถึงแนวทางและเหตุผล รวมถึงข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ๆ ยอมรับว่า ข้อมูลที่ได้ทางคณะกรรมาธิการฯ มองว่ายังไม่มีความชัดเจนที่สามารถตรวจสอบ หรือ อ้างอิงที่มาที่ไปที่จะรับฟังได้หากมีการต่อขยายอายุสัญญาสัมปทานให้เอกชน ว่า ประโยชน์ที่แท้จริงประชาชนและ ภาครัฐได้ประโยชน์อย่างไร
ดังนั้น ทางกรรมาธิการคมนาคมสภาฯ จึงได้ทำหนังสือออกไปเพื่อเป็นลายลักษณ์อักษรถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เพื่อตอบคำถามในสิ่งที่ทางสภาฯได้ถามไปให้ตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งตามกำหนดได้ให้ส่งกลับมายังสภาฯ ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ หลังจากนั้นทาง คณะกรรมาธิการ คมนาคม สภาฯ จะมาสรุป เพื่อมาประมวลข้อมูลทั้งหมด ก่อนที่คณะกรรมาธิการคมนาคม จะสรุปผลทั้งข้อดี ข้อเสีย เหตุผลในทุก ๆ ด้านมาประกอบ ซึ่งหากพิจารณา และสรุปออกมาแล้วทางคณะกรรมาธิการยังพบว่าไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน หรือ ภาครัฐ หรือสุ่มเสี่ยงไปในทางที่ไม่โปร่งใส ทางคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาฯ จะส่งผลสรุป ไปยังหน่วยงานที่ตรวจสอบความไม่โปร่งใส ประกอบด้วย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และ รัฐบาล

นายโสภณ กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่ต้องทำความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้เป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจาก ที่ผ่านมาที่เรียกมาชี้แจง แสดงความเห็น กลับพบว่า มีบางหน่วยงานให้ข้อมูลที่ไม่มีความชัดเจน ไม่หนักแน่นพอ ประกอบกับการขยายต่ออายุสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวไปอีก 30 ปี แลกกับค่าโดยสารที่ 65 บาท ตลอดสาย ในขณะที่สัญญาสัมปทานที่ กทม. มีกับ บีทีเอส นั้นจากเดิมจะสิ้นสุดในปี 2572 หากมีการขยายจะไปสิ้นสุดในปี 2602 ขณะที่มีการอ้างว่า หากต่อขยายสัญญาเพื่อให้ทันตามแผนการเปิดให้บริการเดินรถไฟสายเขียว ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต ช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ มีความต่อเนื่องในการเดินทาง โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายขบวนรถ รวมถึงได้รับความสะดวก ปลอดภัย และค่าโดยสารที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ในทางปฎิบัติหากไม่มีการต่อขยายสัญญา โครงการดังกล่าวจะตกเป็นของภาครัฐอยู่แล้ว และหากในอนาคต รัฐบาลมีรถไฟฟ้าหลายสายหากจะมีการเชื่อมต่อระบบระหว่างกัน จะทำให้มีการควบคุมราคา หรือ ลดราคา โดยการใช้ตั๋วร่วม ในทางนโยบายของรัฐบาลทำได้ยาก ดังนั้นเรื่องนี้ทางสภาฯ จึงมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันทางสังคมได้มีการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ในฐานะนิติบัญญัติ เมื่อได้ข้อมูลมาทางกรรมาธิการคมนาคม สภาฯจึงต้องมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมองว่า หากมีการต่อขยายอายุสัญญา ให้กับเอกชน ถือเป็นการเพิ่มนัยยะที่สำคัญของสัญญาทันที โดยที่ไม่มีการเปิดประมูลหาเอกชนเข้ามาดำเนินการหลังหมดสัญญา
“ประเด็นสำคัญเรื่องนี้ มีการพิจารณาตามข้อกฎหมายว่า การขยายสัมปทานดังกล่าว เข้าข่ายเป็นแค่การต่อสัญญา หรือการแก้ไขสัญญาที่มีนัยยะสำคัญ เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีเส้นทางต่อเชื่อมระยะทางเพิ่มขึ้น การกำหนดราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้น ที่อ้างว่ามีการสอบถามความเห็นของประชาชนบางส่วนแล้ว และรับได้กับราคาดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การคำนวณค่าโดยสารจะต้องมีการนำข้อมูลฐานผู้ใช้บริการมาคำนวณกับดัชนีราคาผู้บริโภคต่างๆเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด” นายโสภณ กล่าว
