ส.ส.สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง จี้ รัฐ เร่งแก้ปัญหาเรื่องที่ดินหมดสัญญาสัมปทานในพื้นที่ จ.กระบี่ จ.สุราษฯ และอีกหลายจังหวัด

ส.ส.สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง จี้ รัฐ เร่งแก้ปัญหาเรื่องที่ดินหมดสัญญาสัมปทานในพื้นที่ จ.กระบี่ จ.สุราษฯ และอีกหลายจังหวัด

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ เขต 2 เสนอญัตติ ขอให้สภาฯ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในที่ดินหมดสัญญาสัมปทานในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งค้างมานานแล้ว โดยสภาพปัญหาในเรื่องของที่ดินเช่าของกรมป่าไม้ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่เฉพาะจังหวัดกระบี่ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เป็นที่ดินที่เช่าในลักษณะเดียวกันเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 5 ล้าน 8 แสนไร่ จะมีส่วนหนึ่งที่เป็นที่ดินของรัฐ และมีนายทุนเข้าไปสัมปทานในการเช่าที่ดินรายละ 30 ปี ในขณะนี้สัญญาสัมปทานในการเช่าที่ดินหมดสัญญาไปแล้ว ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2526 และก็หมดสัญญาครบ 30 ปีเมื่อพ.ศ. 2556 และมติครม. ก็ไม่ได้ต่อสัญญาให้กับผู้เช่าสัมปทาน ประเด็นปัญหา เนื่องจากที่ดินในจังหวัดกระบี่เมื่ออหมดสัมปทาน ก็จะเกิดปัญหาพี่น้องประชาชนที่อ้างว่ายากจน และบางท่านก็ยากจนจริง บางท่านก็อยากจนไม่ได้ยากจน ก็มาตั้งทีมเป็นกระบวนการในการไปยึดครองที่ดิน เป็นการยึดครองด้วยมีกลุ่มผู้นำไม่ได้กระทำโดยภาครัฐให้อนุญาต เพราะฉะนั้นในการเข้าไปบุกรุกที่ดิน เจ้าของสัมปทานก็มีประเด็นปัญหาในเรื่องของความขัดแย้งกับกลุ่มผู้บุกรุก กลุ่มหนึ่งก็มีร่วมเกือบร้อยคน แล้วก็ไปแบ่งปันในส่วนของที่ดินคนละ 200 ต้น และบางพื้นที่ก็มีอาวุธสงครามเข้าไปด้วย ก็จะเป็นประเด็นปัญหาในเรื่องของการที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ที่หมดสัมปทาน และก็มีพี่น้องประชาชนเข้าไปบุกรุก ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม ก็เป็นเหตุให้สถิติคดีในส่วนของจังหวัดนั้นๆ ก็เพิ่มขึ้น ร่วม 30-40 คดี หรือเป็นร้อยคดี และไม่เคยมีภาครัฐ ในส่วนของการแก้ปัญหาที่มีความชัดเจนให้เป็นระบบ ในวันนี้ ยังมีพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ มีความต้องการที่จะเข้าไปครอบครองที่ดิน และรัฐ โดยกรมป่าไม้ก็ดี ยังมีอุปสรรคในเรื่องของการกำหนดแนวเขต ในขณะที่ให้พี่น้องประชาชนเข้าไปสัมปทาน 30 ปีไม่มีแนวเขตชัดเจนว่า จะให้บริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือกลุ่มของนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้นจะเช่า ในจำนวนหมื่นไร่ - 2 หมื่นไร่ โดยในการขีดตามแผนที่ เมื่อผู้เช่านะครับเข้าไปดำเนินการในส่วนของปลูกปาล์มน้ำมัน โดยกำหนดแผนที่ว่า มีเช่าหมื่นไร่ ก็วัดจำนวนให้ได้หมื่นไร่ ปรากฏว่าในจำนวนที่เช่า ก็เข้าไปทับที่ดินของชาวบ้าน ที่มี นส.3 และ ที่ดินของชาวบ้านที่ครอบครองอยู่ก่อน หรือ ในส่วนของโรงเรียน และวัด เมื่อเกิดการทับซ้อนกัน ก็จึงเกิดการฟ้องร้อง ซึ่งเป็นประเด็นปัญหา ที่ชาวบ้านกับนายทุนฟ้องร้องโดยอ้างสิทธิ์ว่า ไปทับซ้อนในเรื่องที่ดินเช่า อีกประการหนึ่ง คือ ในส่วนของนายทุนที่เช่า เมื่อรังวัดไปแล้ว และไปเจอของชาวบ้าน ชาวบ้านออกมาโต้แย้งสิทธิ์ ก็พยายามที่จะวัดให้ครบกับจำนวนที่เช่า ปรากฏว่า ไปบุกรุกในส่วนของเขตป่า ที่ภาครัฐ ไม่อนุญาตให้เช่า ก็เป็นประเด็นมีความขัดแย้งกันระหว่างผู้เช่าสัมปทาน กับภาครัฐ ในพื้นที่ทับซ้อน ที่รัฐไม่ได้อนุญาตตั้งแต่ต้น จึงเกิดปัญหาข้อพิพาทกัน ระหว่างราษฎรกับราษฎร  หรือ ระหว่าง นายทุนกับราษฎร หรือ ระหว่าง ราษฎรกับภาครัฐ และ ระหว่างผู้เช่ากับภาครัฐด้วย ประเด็นปัญหาเหล่านี้ จึงต้องมีความชัดเจนในส่วนของมติ ครม. ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ ภาครัฐการที่จะมอบสิทธิ์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปแก้ปัญหา โดยการที่จะกดดัน หรือผลักดันผู้บุกรุกออกไปนั้น โดยหลักการอาจจะไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน และก็อาจจะต้องใช้กำลัง และใช้ทุนในเรื่องของการเข้าไปดำเนินการ แต่วิธีที่ชัดเจนที่สุด ผมเข้าใจว่ามติครม. ต้องมีความชัดเจน และให้นโยบายในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการอนุญาตให้เช่า เพราะฉะนั้นใบอนุญาตให้เช่าก็สามารถที่จะกำหนดว่าเมื่อสัญญาเช่าครบ 30 ปี ถ้ารัฐจะต่อสัญญาเช่าให้ผู้เช่ารายเดิม ก็ไปดำเนินการต่อ โดยอาจจะกำหนดในส่วนค่าธรรมเนียม ค่าเช่าที่สูงขึ้น หรือมีในข้อจำกัดเงื่อนไขว่าในประเด็นอาจจะให้เช่าน้อยลง อันนี้ก็ว่ากันไป ประการที่ 2 ถ้าในกรณีนโยบายของรัฐไม่ให้เช่า ต้องการที่จะเอาคืนมาอาจจะให้ สปก. เข้าไปจัดสรรที่ดินทำกิน และก็ออกเป็น คทช. ในส่วนของที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน ก็ว่ากันไปตามระเบียบ แต่ในขณะนี้ความไม่ชัดเจนในส่วนของการจัดสรร ในส่วนของจากกรมป่าไม้ ไปสู่สปก. จาก สปก. ไปสู่จังหวัด จากจังหวัดไปสู่ภาคประชาชน ทำได้ล่าช้า และไม่มีความชัดเจน ก็ทำให้พี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ต้องการอยากได้ที่ดินทำกิน วอนภาครัฐเร่งแก้ปัญหาจัดสรรที่ดินอย่างเร่งด่วน