ส.ส.คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สนับสนุน ให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาทางออกแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตร และเยียวยาในส่วนของผลกระทบอย่างยั่งยืน

ส.ส.คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สนับสนุน ให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาทางออกแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตร และเยียวยาในส่วนของผลกระทบอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทยผมได้อภิปรายญัตติ เรื่องการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาหาทางออกแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตร และเยียวยาในส่วนของผลกระทบอย่างยั่งยืน สำหรับประเทศไทยมีช้างป่ากระจายอยู่ทั่วประเทศไทยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่า เขตอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนมาก ซึ่งในเขตป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก็อยู่ในแนวตะเข็บติดกับเขตชุมชน เขตที่ทำกินของประชาชน ทั้งมีเอกสารสิทธิ์ หรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ เมื่อมีประชากรช้างจำนวนมาก ทำให้ช้างป่าต้องออกมาหากินในแนวตะเข็บของเขตป่าที่เขาอยู่ แล้วก็ได้ลงมาทำลายพืชผลทางการเกษตร ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ และทำให้ได้มีการยื่นญัตติในครั้งนี้ ปัญหาการบุกรุกของช้างป่า ความจริงแล้วเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งที่ทราบมาว่ามีการจัดทำแผนจัดการช้างป่าพ.ศ. 2561-2581 แผน 20 ปี จากมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ที่อนุมัติให้มีการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2563 เป็นงบกลาง รายงานเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนประมาณ 400 กว่าล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และลดผลกระทบจากสัตว์ป่า ซึ่งก็มีหลายโครงการ อาทิ โครงการในการแก้ไขปัญหาช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์แบบบูรณาการ และโครงการอื่นๆอีกมากมาย โดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่าแม้ความพยายามของการมีงบประมาณในการอนุรักษ์ช้างป่า เข้าใจว่าเป้าหมายของทางอุทยาน อยากที่จะให้มีการดูแลช้าง ให้อยู่คู่กับประเทศไทย หรืออยู่กับประชาชนได้ หรืออยู่กับประชาชนที่ทำมาหากินอยู่ในแนวเขต ที่ติดกับเขตป่าได้ ในส่วนนี้ ทราบว่ามีพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงอยากตั้งเป็นข้อสังเกตว่า ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ อยากให้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณอย่างแท้จริงว่า งบประมาณนี้สามารถมาใช้ดูแลเยียวยาประชาชนได้หรือไม่ หรือใช้เฉพาะดูแลข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของจังหวัดระนอง ได้รับการประสานงานจากผู้ใหญ่บ้านละอุ่นเหนือและก็ผู้นำท้องถิ่น แจ้งว่าในส่วนของปัญหา จ.ระนอง ก็มีช้างป่าเช่นกัน แต่ช้างป่าของจังหวัดระนอง เป็นช้างที่น่ารัก ไม่ได้ทำลายประชาชน ตามธรรมชาติของช้างถ้าไม่ไปไล่ หรือรังแกเขา เขาก็คงไม่มาทำร้ายประชาชน และได้ปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่า ทำอย่างไรจะให้ในส่วนของภาครัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลแก้ไขเยียวยาช่วยเหลือประชาชนได้ ซึ่ง จ. ระนอง มีช้างป่าลงมากินแถวชุมชน ประมาณ 7 ตัว ได้ แต่ที่ได้รับรายงานจากหัวหน้าอุทยาน มีประมาณ 30 ตัว ในส่วนของจ.ระนอง ที่มีช้างบุกรุกเข้ามาในตำบลละอุ่นเหนือ ตำบลบางแก้ว อ.ละอุ่น จ.ระนอง จำนวน 6 ตัว และยังมีพื้นที่ใกล้เคียง และมีพื้นที่ใกล้เคียงกับน้ำตกหงาว คือจังหวัดชุมพร ซึ่งก็มีช้างป่าเข้าไปบุกรุกด้วยเช่นกัน เช่น อ.หลังสวน อ.ทุ่งตะโก และหลาย ๆ อำเภอของจังหวัดชุมพร ในเขตติดต่อที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ดูแลในส่วนนี้ ก็ได้เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรเช่นกัน ในส่วนของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ไม่เคยนิ่งนอนใจ พยายามที่จะมีชุดเฝ้าระวังเข้ามาดูแล เข้ามาแก้ไข สิ่งต่างๆเหล่านี้ร่วมกับผู้ใหญ่ กำนัน ในท้องถิ่น แต่ในส่วนนี้ขาดงบประมาณ หน่วยอาสาสมัครได้จัดสรรงบประมาณส่วนตัวในการดูแล ในการแก้ไข ในการเข้าไปช่วยเหลือและผลักดันช้างในส่วนนี้ ซึ่งในส่วนของจังหวัดระนองเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีผลกระทบเช่นกัน และเห็นด้วยที่จะให้มีการตั้งชุดของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาดูแลแก้ไขปัญหาช้างบุกรุกพื้นที่เกษตรกร และเยียวยาอย่างยั่งยืน