"อนุทิน" รองนายกฯ และรมว.สธ. ฝากอสม.เนื่องในวัน อสม. แห่งชาติ เป็นกระบอกเสียงชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงรับการฉีดวัคซีนโควิด-19

"อนุทิน" รองนายกฯ และรมว.สธ. ฝากอสม.เนื่องในวัน อสม. แห่งชาติ เป็นกระบอกเสียงชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงรับการฉีดวัคซีนโควิด-19

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เยี่ยมให้กำลังใจ อสม. เขตสุขภาพที่ 10 เนื่องในวัน อสม.แห่งชาติ ฝากเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ครอบคลุม เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ลดความรุนแรงของโรค ลดการเสียชีวิต เน้นย้ำให้กระตุ้นเตือนทุกคนการ์ดอย่าตก พร้อมบอกต่อคนในชุมชนสร้างรายได้จากการปลูกกัญชาถูกกฎหมาย . วันที่ 20 มีนาคม 2564 ที่ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เขตสุขภาพที่ 10 เนื่องในวัน อสม.แห่งชาติ โดยนายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 20 มีนาคมของทุกปีเป็นวัน อสม.แห่งชาติ เพื่อเชิดชูเกียรติ อสม.กว่า 1 ล้าน 5 หมื่นคน ทั่วประเทศ ที่เป็นจิตอาสาทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด อสม. ได้ออกเคาะประตูบ้านติดตามเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง ทำให้การป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่มีประสิทธิภาพ จนเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์ของโรคโควิด 19 จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น รัฐบาลยังคงมีนโยบายสนับสนุน อสม. ต่อเนื่อง โดยจัดหาค่าเสี่ยงภัยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับ อสม. ที่ทุ่มเทเสียสละทำงานให้กับ พี่น้องประชาชนต่อไป นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศไทย ได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ประชาชนกลุ่มเสี่ยง และจะมีวัคซีนทยอยเข้ามาเพิ่มเป็นระยะอีกรวม 61 ล้านโดส เพื่อฉีดให้ประชาชนภายในปีนี้ จึงได้มอบให้ อสม. ช่วยเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกคนในพื้นที่มารับฉีดวัคซีนตามความสมัครใจ ติดตามอาการหลังฉีดวัคซีน และติดตามการเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ตามกำหนด เพื่อลดความรุนแรงของโรค ลดอัตราการเสียชีวิต ลดเวลาการป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่สำคัญจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน และย้ำเตือนประชาชนให้ป้องกันตนเอง การ์ดไม่ตก เพราะแม้จะมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคแล้ว ยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ แต่ความรุนแรงของโรคจะลดลง จึงยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ชุมชน สถานที่เสี่ยงต่างๆ เพื่อป้องกันการรับเชื้อและแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว และลดการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน ส่วนสิ่งที่ขอให้อสม. ยังคงทำต่อเนื่องโดยเฉพาะในจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ การเฝ้าระวังแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาในพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากกลุ่มนี้ไม่ได้ผ่านการคัดกรองกักกันโรคตามระบบ อาจนำเชื้อโควิด-19 มาแพร่ให้กับคนในชุมชนได้ หากพบขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที นายอนุทินกล่าวต่อว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายกัญชา 6 ต้นต่อครัวเรือน กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการใช้กัญชาทางการแพทย์ และนำส่วนอื่นๆ เช่น ใบ กิ่งก้าน ราก ไปใช้ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้โดยต้องศึกษาข้อมูล และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ อสม. ช่วยบอกต่อผู้ที่มีความต้องการปลูกกัญชา เสริมสร้างรายได้ ให้รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อขอรับการปลูก และนำส่วนประกอบต่างๆ ขายให้กับโรงพยาบาลที่ได้ทำสัญญาร่วมกัน เพื่อผลิตเป็นยา หรือขายให้กับภาคอุตสาหกรรม หรือนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหาร เครื่องสำอาง ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ช่วยเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับ ประชาชน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประเทศ ทั้งนี้ เขตสุขภาพที่ 10 ครอบคลุม 5 จังหวัดได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญและมุกดาหาร มีพื้นที่ปลูกกัญชาแล้วในโรงพยาบาล/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 26 แห่ง โครงการกัญชา 6 ต้น ต่อครัวเรือน อำเภอละ 1 แห่งรวมทั้งสิ้น 70 แห่ง โดยส่งให้กับโรงงานผลิตมาตรฐาน WHO- GMP ของโรงพยาบาลพนา จ.อำนาจเจริญ และรพ.สต. ผลิตเป็นยาปรุงตำรับแพทย์แผนไทย ซึ่งส่วนที่เป็นยาเสพติด ได้แก่ ช่อดอก ได้นำไปผลิตเป็นสารสกัดกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน, สูตรน้ำมันกัญชา (อ.เดชา), ยาตำรับแพทย์แผนไทย 11 ตำรับ ส่วนที่ไม่ใช่ยาเสพติด ต้น ใบ ก้าน ราก นำไปผลิตเป็นยาตำรับแพทย์แผนไทย 5 ตำรับ, แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ