31 พฤษภาคม 2564 เวลา 20:39
ภราดร ปริศนานันทกุล อัดไม่ยั้ง !! ผิดหวัง สำนักงบฯ-สภาพัฒน์ ลดงบ ปี 65 อื้อ ! ทั้ง สธ. และ ท่องเที่ยว จัดสรรแบบไม่ตรงไปตามสถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ และจัดสรรแบบขาดแคลนมาก
นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายงบประมาณประจำปี 2565 ว่า ช่วงนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ช่วงตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงปีนี้ 2564 เชื่อว่าจะต่อเนื่องออกไปอีกอย่างน้อยจนกระทั่งถึงสิ้นปีนี้ สถานการณ์ของประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างรุนแรง จึงไม่แปลกใจที่วันนี้การตั้งงบประมาณประจำปีของทางสำนักงบประมาณ ที่ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีจึงได้ถูกปรับลดงบประมาณจากปีที่แล้วลง ลดลงเหลือ 3.1 ล้านล้านบาท ในปีนี้ หมายความว่าเงินงบประมาณในการที่จะไปพัฒนาประเทศหายไปถึง 2 แสนล้านบาท เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าการจัดเก็บรายได้ของประเทศไทยลดต่ำลงตามสภาวะ Covid-19 ที่กำลังเกิดขึ้น และที่กำลังเผชิญอยู่นี้ ตัวเลขคาดการณ์การจัดเก็บในปีนี้ลดลงถึง 10 % จากเมื่อปีที่แล้ว ปีที่แล้วจัดเก็บอยู่ที่ 2.67 ล้านล้านบาท ในขณะที่ปีนี้คาดการณ์ว่าเหลือเพียงแค่ 2.4 ล้านล้านบาท นั่นคือ 10 % ที่ลดลง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่การจัดสรรงบประมาณในปีนี้ขาดดุล เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ซึ่งปีที่แล้วขาดดุล 6 แสนล้านบาท คือจะต้องไปกู้เพิ่มมาอีก 6 แสนล้านบาท ในขณะที่ปีนี้ขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนล้านบาท หมายความว่า เราจะต้องไปกู้เพิ่มมาอีก 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็น 7 แสนล้านบาท เพื่อให้เต็มยอดเงิน 3.1 ล้านล้านบาท นี่คือ วิกฤตการณ์ที่เชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะตระหนักรู้เป็นอย่างดีถึงการตั้งงบประมาณเช่นนี้

ด้วยสถานการณ์ที่เป็นเช่นนี้ คาดหวังจากการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2565 จากสำนักงบประมาณว่า การจัดสรรงบฯ ที่เป็นไปตามสถานการณ์ของประเทศในขณะนั้นๆ เป็นไปตามสถานการณ์ของโลก เช่นเดียวกัน มาปีนี้ ปี 2565 ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่กับมหาวิกฤต คือ โควิด-19 สิ่งที่คาดหวังจากการจัดสรรงบประมาณของสำนักงบประมาณก็คือ เราจะทุ่มสรรพกำลังลงไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลบริหารจัดการเรื่องโควิด-19 ซึ่งหนีไม่พ้น ที่จะต้องจัดสรรไปที่กระทรวงหลักๆ ก็คือ กระทรวงสาธารณสุข แต่ตัวเลขที่เห็น ไม่เป็นเช่นนั้น นี่คือความผิดหวังประการที่ 1

นายภราดร อภิปรายต่อว่า ประเด็นที่ 2 กระทรวงที่ 2 ที่ตอกย้ำให้เห็นว่าสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณปีนี้ได้ไม่ตรงตามสถานการณ์ของบ้านเมือง และไม่ตรงตามนโยบายหลักของรัฐบาลนั่นคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี มีนโยบายชัดเจน ว่า ภายในสิ้นปีนี้ รัฐบาลมีนโยบายที่จะเปิดประเทศให้ได้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และที่สำคัญเงินงบประมาณขาเข้า การจัดเก็บรายได้ที่จะมาเป็นงบประมาณที่บอกตั้งแต่แรกว่า ปีนี้รายได้จะอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ แต่ว่าการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงการท่องเที่ยวไม่ได้สอดคล้อง และไม่ได้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าว่าจะเปิดประเทศ 70% ของพี่น้องประชาชน 50 ล้านคน จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะเปิดประเทศภายในสิ้นปีนี้ แต่การตั้งงบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยว ไปดูที่หน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เป็นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวกับเรื่องของการประชาสัมพันธ์ชักชวนนักท่องเที่ยวจากต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย และประกาศให้เขารู้ว่าพร้อมแล้วที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยว ภายในสิ้นปีนี้ เพราะคนไทย 70% 50 กว่าล้านคนได้รับวัคซีนเรียบร้อย แต่ ททท. งบประมาณที่ได้จัดสรรเมื่อปีที่แล้ว 4,854 ล้านบาท ขณะที่ในปีนี้ สำนักงบประมาณจัดสรรให้กับ ททท. 2,884 ล้านบาท ซึ่งหายไป 2,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าเงินงบประมาณที่จะไปใช้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยว หายไปครึ่งหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนไปยังสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณไม่เป็นไปตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี
สำหรับประเด็นที่ 3 หน่วยงานที่ 3 ที่จะตอกย้ำให้เห็นว่า สำนักงบประมาณในปีนี้ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและไม่เป็นไปตามสถานการณ์ของโลก นั่นก็คือกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นกระทรวงที่เป็นพระเอก สำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องวิกฤตการณ์โควิด หน่วยงานกระทรวงสาธารณสุขคือ หน่วยงานหลักในงานที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์นี้ แต่การจัดสรรเงินงบประมาณของสำนักงบประมาณให้กับกระทรวงสาธารณสุขปีนี้ คนไทยทั้งประเทศคาดหวังว่า เราจะผ่านวิกฤตไปด้วยกัน เราต้องช่วยกันสนับสนุนให้คนไทยได้มีโอกาสฉีดวัคซีน ได้มีโอกาสดำเนินการด้านการสาธารณสุข ควรที่จะต้องเพิ่มเงินงบประมาณให้กับกระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการสิ่งเหล่านี้ให้แล้วเสร็จเป็นไปตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายแล้ว ภาพรวมปีที่แล้วกระทรวงสาธารณสุขได้เงินจัดสรรงบ 158,000 ล้านบาท ปีนี้ถูกตัดลดไป 4,000 ล้านบาท เหลือ 154,00 ล้านบาท โดยที่ถูกตัดไป คือ สำนักปลัดฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะลงไปตามโรงพยาบาลต่างๆ จัดซื้อเป็นครุภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านสาธารณสุขให้กับโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบล (รพ.สต.) ด้วย
ซึ่งสำนักปลัดฯ ยังเป็นหน่วยงานที่จัดสรรเรื่องโครงการก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยโครงการหอพัก ฯลฯ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ต้องตั้งผ่านสำนักปลัดฯ ไม่เว้นแม้แต่ห้องที่จะต้องใช้รับผู้ป่วยโควิด ห้อง Negative Pressure ห้องความดันลบ หรือ สถานที่เก็บคนไข้ไว้รวมกันเพื่อรองรับคนไข้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือคนไข้ที่เป็นโควิด-19 ไม่เว้นกระทั่งเครื่องช่วยหายใจที่จะต้องจัดสรรให้กับโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลอย่างพอเพียง เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ในการที่จะประคับประคองสถานการณ์โควิด-19
มากกว่านั้นคือ เงินตอบแทนของ อสม. หัวละ 1,000 บาท จากเดิมจากเดิมอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะใช้เงินประมาณ ปีละประมาณ 10,200 ล้านบาท เพื่อที่จะจัดสรรให้กับ อสม. แต่ปีนี้ภารกิจค่าตอบแทนถูกโยกมาที่กระทรวงสาธารณสุข แทนที่จะโยกเงิน 12,000 ล้านบาท มาที่กระทรวงสาธารณสุข แต่จัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุข ในส่วนนี้เพียง 6,000 ล้านบาท นั่นหมายถึงว่า เงินหายไป 6,000 บาท
ส่วนกรมควบคุมโรคปีที่แล้วได้รับจัดสรร 4 พันล้านบาทปีนี้เหลือ 3,500 ล้านบาท กรมควบคุมโรคเป็นกรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ภารกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สุดท้าย ตัดงบกรมควบคุมโรคไปอีก 500 ล้านบาท ที่สำคัญคือกรมควบคุมโรคได้เสนอเงินงบประมาณขึ้นมา 12,000 ล้านบาท เพื่อที่จะไปจัดซื้อวัคซีน 70 ล้านโดส เอามาฉีดให้กับคนไทยทั้งประเทศ งบประมาณก้อนนี้ก็ถูกตัดออกไปจากกรมควบคุมโรค โดยอ้างเหตุผลว่า จะให้ไปใช้งบกลาง หรือไปใช้งบเงินกู้
กรมวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ได้รับจัดสรร ลดลงจากปีที่แล้ว 100 ล้านบาท หน้าที่ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์คือกรมที่มีหน้าที่ตรวจหาในการ SWAB แต่ละครั้ง ก็ต้องส่งไปให้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจโรคว่าเป็นโควิด-19 หรือไม่ ภารกิจเพิ่มขึ้นมาก นอกจากภารกิจด้านหลักแล้วก็มีภารกิจด้านการตรวจโรคโควิดเพิ่มขึ้น แต่งบประมาณตรงกันข้ามกับลดลง แล้วสำนักงบฯ ก็อ้างเหตุผลเดียวกันว่าเดี๋ยวจะไปใช้เงินกู้ ใช้งบฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ในส่วนของงบกลาง
ในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เงินงบประมาณในส่วนนี้จะถูกจัดสรรลงไปที่โรงพยาบาลชุมชนทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศไทยเพื่อไปดูแลพี่น้องประชาชนที่ถือสิทธิ์บัตรทอง เงินงบประมาณปีที่แล้ว 142,000 ล้านบาท ปีนี้โดนตัดลดไป 1,800 ล้านบาท นี่เป็นตัวเลขที่สำคัญ และคิดว่ามันเป็นความเจ็บปวดของพี่น้อง กระทรวงสาธารณสุข เพราะส่วนนี้กระทบกับโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ กระทบกับผู้ที่ถึงสิทธิ์บัตรทองทั่วประเทศ ซึ่งเงินส่วนนี้ไปให้กับโรงพยาบาล ของประชาชนที่ใช้สิทธิ์ในโรงพยาบาลนั้นๆ เมื่อถูกจัดสรรน้อยลงไปหมายความว่า โรงพยาบาลชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ มีภารกิจเพิ่มขึ้นอีก คือภารกิจดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องของโควิด ผู้ป่วยโควิด และอีกภารกิจคือ เป็นวาระแห่งชาติที่เขาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในตลอดอย่างน้อยที่สุดก็คือ 6 เดือนจากนี้ไปจนกระทั่งถึงสิ้นปี คือภารกิจการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ 70% ของประชาชน หรือ 50 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีน แต่เงินงบประมาณได้ถูกลดลงไปอีก ซึ่งต่างจังหวัดอุปกรณ์ ตอนนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และไม่มีความพร้อม โดยต้องหาเงินบริจาค เดือดร้อนพี่น้องประชาชนในการที่จะช่วยกันบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลเพื่อที่จะมาดูแลสุขภาพชีวิตของตัวเองทั้งทั้งที่เป็นภารกิจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข

" ผมคิดว่าทางโรงพยาบาล หรือทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เขามีความเข้มแข็ง แต่ความเข้มแข็งของเขาอยู่บนพื้นฐานของความขาดแคลนอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน "
มากไปกว่านั้นในส่วนของสวัสดิการที่จะไปดูแลให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทาง อสม. เองก็ดี บุคลากรทางการแพทย์ หมอ พยาบาลเองก็ดี เรื่องเงินเสี่ยงภัย ซึ่งครม. ก็ได้อนุมัติงบประมาณไปแล้วตั้งแต่ปี 63 ตั้งแต่ covid เกิดขึ้นใหม่ๆ ครม. อนุมัติงบประมาณไปแล้ว วันนี้ปีกว่าแล้ว บุคลกรทางการแพทย์ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเงินค่าเสี่ยงภัยให้กับเขาเลย การประกันชีวิตให้กับบุคลากรทางการแพทย์เช่นเดียวกัน ปีที่แล้วมีการจัดสรรให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมดทำประกันชีวิต ปีนี้โชคดีที่มีบริษัทเอกชนมาบริจาคให้ แต่บริจาคให้กับบุคลากรทางการแพทย์เพียง 250,000 คนเท่านั้น เป็นเพียง 40% ของบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด อสม. ไม่ต้องพูดถึง ปีที่แล้วทางท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ไปหาผู้บริจาคเช่นเดียวกัน ไปทำประกันให้กับพี่น้อง อสม. ทั้งประเทศ ปีนี้งบส่วนนี้ไม่ได้ถูกจัดสรรเอาไว้ในกระทรวงสาธารณสุขเลยแม้แต่บาทเดียว
ในส่วนของงบฉุกเฉินปีนี้ เมื่อปีที่แล้วตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ปีนี้ลดลงเหลือแค่ 65,000 ล้านบาท งบฉุกเฉินก็ถูกลดลงไปอีก ถ้าเกิดกรณีฝนตก น้ำท่วม ดินถล่ม พื้นที่เกษตรกรเสียหาย น้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนจะต้องนำเงินฉุกเฉินส่วนนี้ไปเยียวยา แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาดูแลสิ่งต่างๆ
ซึ่งปีที่แล้วเบิกจ่ายได้ 2 หมื่นกว่าล้าน ครึ่งเดียวซึ่งไม่รู้ว่าเข้าโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลด้วยหรือเปล่า เบิกจ่ายได้เพียงครึ่งเดียว และครึ่งหนึ่งที่ว่าส่วนใหญ่ 70-80% เป็นส่วนของเงินค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้กับอสม. เท่ากับว่าแทบไม่ได้ใช้เงินก้อน 45,000 ล้านบาท ที่ว่าในการไปเพิ่มศักยภาพให้กับโรงพยาบาลชุมชนหรือ รพ.สต.ให้กับเขาเลย เพราะฉะนั้น เงินกู้ 5 แสนล้าน ที่เราคาดหวังว่า 3 หมื่นล้าน จะเอามาให้กับกระทรวงสาธารณสุข ก็คาดหวังไม่ได้เช่นกัน เพราะรู้ว่า มันมีกำแพงที่ใหญ่มากนั่นคือ “สภาพัฒน์ฯ”
สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นองค์กรที่ถูกมอบหมายภารกิจให้ทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องโครงการเงินกู้ต่างๆ ทุกโครงการจะต้องผ่าน “สภาพัฒน์ฯ” เมื่อปีที่แล้วทางกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอขึ้นไปเพื่อที่จะขอเงินงบประมาณทำห้อง Negative Pressure ทำอาคารสถานที่ให้มีความพร้อมที่จะรองรับผู้ป่วย covid แต่สภาพัฒน์ฯ ตอบมาว่า "ฝนไม่ตกอย่าเพิ่งกางร่ม" เหตุการณ์ยังไม่เกิด จะไปทำไว้รอก่อนทำไม รอให้เหตุการณ์เกิดก่อน แล้วพอเหตุการณ์เกิดก่อนแบบนี้ เป็นยังไง ก็ทำไม่ทัน แล้วเกิดอะไรขึ้น ก็เป็นสถานการณ์อย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องเงินกู้ ก็จะต้องอธิบายกันต่อไปในวาระถัดไป
“ ขอย้ำว่า การจัดสรรเงินงบประมาณปี 2565 ผมผิดหวังกับสำนักงบประมาณ ที่ได้จัดสรรงบประมาณในปีนี้แบบไม่ตรงไปตามสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ทั้งในมิติของด้านสาธารณสุข และในมิติของเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน้าหลัก ซึ่งควรจะจัดสรรให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่านี้ แต่จัดสรรแบบขาดแคลนมาก จึงถือโอกาสนี้ฝากกับกรรมาธิการที่กำลังจะตั้งขึ้น ให้ไปช่วยกันพิจารณาในชั้นกรรมาธิการสิ่งใดก็แล้วแต่ที่พอที่จะจัดสรรได้ หรือตัดลดได้ ก็ดำเนินการ เพื่อให้ประเทศไทย เพื่อให้พวกเราทุกคนรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ด้วยกัน” นายภราดร อภิปรายทิ้งท้าย