"สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ" จวก..ยับ ! สภาพัฒน์ ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา ทำงานล่าช้า-ขาดความชำนาญในการพิจารณาสิ่งสำคัญโดยเฉพาะทางการแพทย์-ขาดความคิดสร้างสรรค์ จี้ ! ควรเยียวยาภาคธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ และพนักงาน

"สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ" จวก..ยับ ! สภาพัฒน์ ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา ทำงานล่าช้า-ขาดความชำนาญในการพิจารณาสิ่งสำคัญโดยเฉพาะทางการแพทย์-ขาดความคิดสร้างสรรค์ จี้ ! ควรเยียวยาภาคธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ และพนักงาน

วันที่ 9 มิถุนายน 2564 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท แม้ว่า การดำเนินการ พ.ร.ก.เงินกู้ 1.1 ล้านล้าน ฉบับที่แล้วจะดำเนินการมา แต่มีความผิดหวัง อย่างไรก็ตาม ก็เข้าใจได้ถึงสาเหตุในการกู้เงินครั้งนี้ เนื่องจากว่าในวันนี้เราได้เผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยหลายต่อหลายครั้งที่เราได้เห็นโครงการของภาครัฐได้อัดฉีดเงินลงไป เห็นประชาชนเริ่มมีความหวัง ถึงแม้ว่า หลายโครงการมีความรู้สึกว่าไม่เห็นด้วย และหลายโครงการเห็นว่า ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ซึ่งวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายไปแนวทางเสนอแนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะปฏิเสธภาระนี้ไม่ได้ เพราะสภาพัฒน์ เป็นผู้ที่มีอำนาจการพิจารณาว่าจะให้ใคร หรือ ไม่ให้ใคร จะเร็วจะช้าอยู่ที่ท่าน นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สภาพัฒน์ มีปัญหาอยู่ 3 ประเด็น 1. สภาพัฒน์ - ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา หลายโครงการที่ดำเนินการล่าช้ามาก 2. สภาพัฒน์ - ขาดความชำนาญ ขาดประสบการณ์ ในการพิจารณางบประมาณ พิจารณาโครงการต่างๆ จากก่อนหน้านี้ ที่มีความหวังว่าโครงการต่างๆ น่าจะเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะคนที่รู้มากที่สุด คือ สภาพัฒน์ แต่พอเห็นโครงการแล้วมีความรู้สึกว่า นี่มาจากสภาพัฒน์จริงๆ หรือ 3. สภาพัฒน์ - ขาดความคิดสร้างสรรค์ จะสร้างอย่างไร แก้ปัญหา เยียวยา หรือจะฟื้นฟูอย่างไร . ประเด็นที่ 1 ความสำคัญเรื่องเวลา ดำเนินการล่าช้า ล่าช้าถึงขนาดที่ว่า ต้องให้ ส.ส.ฟากรัฐบาลด้วยกันเองมาตำหนิกระทรวงสาธารณสุข เพราะประชาชนเข้าใจว่า กระทรวงสาธารณสุข ไม่มีการเตรียมงาน ไม่มีการเตรียมโครงการ ซึ่งไม่ทราบว่า เข้าใจถูก เข้าใจผิด หรือ สภาพัฒน์เข้าใจแต่ท่านไม่ทราบ  แต่เอกสารที่ได้มานั้น กระทรวงสาธารณสุข ทำแผนงานส่งไปที่สภาพัฒน์ตลอด ส่งไปครั้งที่ 1 แจ้งกลับมาว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ส่งไปครั้งที่ 2 ก็ถูกแจ้งกลับมาเหมือนเดิมว่า ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ให้กลับไปทำมาใหม่ อนุมัติล่าสุด เดือนมีนาคม แต่ว่ามีใหม่กว่านั้นคือ เบิกจ่ายต่ำมาก แต่ทางสภาพัฒน์ เพิ่งจะนำเข้า ครม. เพิ่งจะได้อนุมัติ 18,000 ล้าน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน  สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการไม่ให้ความสำคัญกับเวลา ซึ่งเรื่องนี้มีการพูดกันตั้งแต่การให้ข้อสังเกตุ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับที่แล้ว ในคณะกรรมาธิการมีการพูดถึงการเยียวยา การฟื้นฟู ต้องทำโดยเร็ว แต่สภาพัฒน์ไม่ทำ ทำให้เห็นได้ว่าขาดความชำนาญในการพิจารณางบประมาณ พิจารณาโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดความชำนาญในการพิจารณาโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ อย่างเช่น ห้องแรงดันลบ ที่ได้มีการทำเรื่องขอไปหลายครั้ง ทั้งๆ ที่บุคลากรทางการแพทย์มีการพูดถึงกันทั้งประเทศ แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ "ส่วนเรื่องเงินของ อสม. 6 เดือน ทางสภาพัฒน์ ได้ให้ความเห็นไปว่า ไม่สมควรจ่ายเงินค่าตอบแทน แต่อย่างไรก็ดี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สธ. ได้แจ้งมาว่าถ้าไม่ได้ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วยในเรื่องนี้ อสม. ก็จะไม่ได้เงิน 6 เดือนนี้ " สำหรับการเยียวยาในภาคธุรกิจ ทางสภาพัฒน์ เยียวยาหลายกลุ่ม แต่ตอนนี้ไทยติดภาวะการระบาดของโควิด 3 รอบ จึงมีคำถามไปยังสภาพัฒน์ว่า มีการเยียวยาในภาคธุรกิจไปแล้วกี่ครั้ง เพราะผู้ประกอบการยังคงต้องจ้างงานอยู่ เช่าที่อยู่ แต่สภาพที่ไม่ประกาศล็อกดาวน์ก็เหมือนกับล็อกดาวน์ แม้จะดูแลเยียวยาแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่เคยดูแลภาคธุรกิจอีกเลย  นี่คือเรื่องของการขาดความชำนาญ ขาดประสบการณ์ ส่วนในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ต้องยอมรับว่า ท่านคิดนวัตกรรมเหล่านั้นเก่ง แต่นวัตกรรมในการเยียวยาผู้ประกอบการไม่มีเลย วันนี้ได้ยินว่า จะสร้างงานใหม่กี่หมื่น กี่แสนอัตรา แต่ไม่ได้คิดถึงงานเก่าว่า จะทำอย่างไรให้รักษางานเก่าได้ หรือท่านคิดว่าโครงการระยะสั้น 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน จะทำให้ผู้ประกอบการยังคงจ้างงานพนักงานต่อไปอย่างนั้นหรือ " ท่านไม่มีทางหวังผลลัพธ์ใหม่ได้จากการกระทำเดิม " ฉะนั้น ยังหวังจะเห็น พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ สามารถที่จะฟื้นฟู เยียวยาประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริง และมีความคิดว่า จะปล่อยผ่านไปอย่างธรรมดาโดยที่ไม่มีอะไรไม่ได้  อย่างไรก็ตาม ขอให้ตั้งกรรมาธิการติดตามสภาพัฒน์ ว่าใช้เงินอย่างไร และฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมาธิการพิจารณาฉบับที่แล้ว มีหน้าที่อย่างไร หรือมีหน้าที่แค่รับฟังรายงานว่า สภาพัฒน์นำอะไรเข้า ครม. เท่านั้น สิ่งที่กรรมาธิการเสนอไปแทบไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่ได้รับความสำคัญใดๆเลยซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง " นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยคิด และเสนอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา บางท่านอาจจะบอกว่าเล่นละคร ไม่เป็นไรครับ เพราะถ้าเราเล่นละคร ท่านก็เล่นเหมือนกัน ไม่ใช่มีพ.ร.ก.ฉบับนี้ หรือพ.ร.บ.ฉบับนี้เท่านั้น ที่เราอธิบายกันดุเดือด แล้วก็ต้องไปรับ ไม่ใช่มีเฉพาะรัฐบาลที่ทำ ฝ่ายค้านหลายต่อหลายครั้งอภิปรายดุเดือด แต่หากเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญกับประชาชน ก็รับ นี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย และผมคิดว่าการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นไปได้โดยเสรี หากใครคิดว่าการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะทางใดเป็นสิ่งที่ผิด ท่านอย่าเรียกว่าเป็นประชาธิปไตย ท่านไม่สามารถแสวงหามิตรได้ จากการกระแนะกระแหน เสียดสี บังคับ ขู่เข็ญ แต่ท่านย่อมจะหาแนวร่วมกับท่านได้ จากการที่เข้าอกเข้าใจ เอาใจเขา มาใส่ใจเรา และทำหน้าที่ตอบแทนประชาชนที่เลือกเรามาอย่างตรงไปตรงมา "  นายสิริพงศ์  กล่าวทิ้งท้าย