17 มิถุนายน 2564 เวลา 19:07
ส.ส.มณฑล โพธิ์คาย จี้ถาม วันนี้ ปชช.เดือดร้อน วัคซีนล่าช้า ยากลำบากในการใช้ชีวิต รบ.มีการแก้ไขอย่างไร เรียกร้องให้ รบ. และ สธ. เร่งจัดสรรวัคซีน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนทั้งประเทศ ก่อนจะเปิดประเทศ
วันที่ 17 มิถุนายน 2564 มณฑล โพธิ์คาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 20 พรรคภูมิใจไทย ตั้งกระทู้ถามสด จากข้อเรียกร้องพี่น้องประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เรื่องการจัดวัคซีนป้องกัน covid-19 กับรัฐบาลในวันนี้ ที่ผ่านมาในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของ covid-19 พี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อน มีความทุกข์ยากลำบาก ชีวิตต้องเปลี่ยนไป ที่สำคัญส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ พี่น้องประชาชนมีความวิตกกังวล ตื่นกลัวต่างๆ เช่น กลัวติดเชื้อ ติดเชื้อแล้วจะเสียชีวิต ซึ่งตรงนี้เกิดจากที่พี่น้องประชาชนบางกลุ่มขาดความรู้ ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจในเรื่องการป้องกันรักษาตัว หรือไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวมทั้งขาดความมั่นใจในกระบวนการรักษากระบวนการจัดสรรวัคซีนที่ล่าช้าของรัฐบาล เพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศคลายความวิตกกังวล และทราบข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง เนื่องจากพี่น้องประชาชนจำนวนมากได้ถูกเลื่อนการฉีดวัคซีน และปรากฏภาพในสื่อต่างๆ ว่าโรงพยาบาลต้องรอการจัดสรรวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุข.คำถามที่ 1 ผมขอถามท่านรัฐมนตรีว่าการช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่า การจัดสรรวัคซีนป้องกัน covid-19 ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยมีปัญหาหรือไม่ และถ้ามีท่านมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

โดยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบกระทู้ถามสด ต่อนายมณฑล โพธิ์คาย ว่า รัฐบาลได้เตรียมวัคซีนต้นทุนประมาณ 61 จากแอสตร้าเซนเนก้า (Astrazenaca) และวัคซีนเสริมจากซิโนแวค (Sinovac) ประมาณ 7 ล้านโดส โดยประมาณ นอกจากนี้รัฐบาลได้มีการเจรจากับวัคซีนทางเลือกอีก 3-4 ยี่ห้อ ซึ่งก็จะมีการดำเนินการอยู่ในระหว่างการเจรจา และเข้าสู่การขั้นการเจรจา ซึ่งจะมาเติมในส่วนที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงไปแล้วอีก 2 ยี่ห้อ ก็คือ ไฟเซอร์ และ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ตัวเลขประมาณ 25 ล้านโดส และ 5 ล้านโดส นอกจากนี้ พบว่าวัคซีนทางเลือกที่จะถูกนำเข้าจากภาคเอกชน โดยรัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐไปเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานกับบริษัท vaccine คือ โมเดอร์นา ซึ่งจะมีจำนวนตามที่บริษัทเอกชนจะสั่งจากบริษัทผลิตวัคซีนจำนวนหนึ่ง และวัคซีนซิโนฟาร์ม ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ก็จะนำเข้าอีก 1 ล้านโดส ในช่วงแรก ทั้งหมดก็จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ท่านนายกฯ ได้ตั้งเป้าว่า จะต้องได้วัคซีนประมาณ 100 ล้านโดส เพื่อที่จะฉีดให้คนไทยได้ประมาณ 50 ล้านคน ในการที่จะสร้างภูมิต้านทานหมู่ให้กับประเทศไทย ส่วนการเจรจา และการได้มาของวัคซีนในแต่ละส่วน แต่ละยี่ห้อ เป็นไปตามปัจจัย และเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ซึ่งในสถานการณ์ตอนนี้คนทั้งโลกกำลังต้องการวัคซีนจำนวนมาก เราโชคดีที่เรามีการเจรจากับวัคซีนต้นทุนของเรา คือบริษัท Astrazeneca 61 ล้านโดส และเราก็มีการเจรจาและเพิ่มเติมจำนวนวัคซีนเข้ามาเรื่อยๆ ก็คือ วัคซีนซิโนแวค จากประเทศจีน ซึ่งเป็นมิตรประเทศ เวลาเราเจรจา หรือท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านนายกมนตรีไปพูดคุย เราต้องการให้เข้ามาเสริมในช่วงเวลาไหน เขาก็พยายามส่งมาให้เราโดยที่เป็นการพูดคุยกันแบบมิตรประเทศ ก็มาช่วยแก้ไขปัญหาในบางสถานการณ์ที่วัคซีนในต้นทุนหลักของเราขาดแคลนส่วนแผนการจัดกระจายวัคซีนไปยังประชาชน ก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เดิมเราจัดกลุ่มความสำคัญให้กับ 2 กลุ่มแรก คือ กลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และ กลุ่มที่เป็น 7 โรคเสี่ยง อันนี้ให้ลงทะเบียนกับหมอพร้อมก่อน ลงทะเบียนเสร็จเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม มีจำนวนคนลงทะเบียนประมาณ 8 ล้านคน หลังจากนั้น เกิดการระบาดในกรุงเทพฯ ซึ่งท่านนายกฯ การว่าถ้าเป็นพื้นที่ระบาด ก็จะต้องมีความสำคัญในพื้นที่นั้น เลยเพิ่มสัดส่วนจำนวนวัคซีนที่นำเข้ามาให้มาฉีดให้กับคนในกรุงเทพฯ คนในกรุงเทพฯ จะมีการแบ่งหลายกลุ่ม เช่น อาชีพเสี่ยง กลุ่มเสี่ยง รวมทั้งความสำคัญแรกๆ คือ บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชนที่ทำงานด่านหน้า ไม่ว่าจะเป็นอสม. หรือ เจ้าหน้าที่ทั้งหมด ก็จะมีการจัดลำดับความสำคัญว่า ถ้ามีวัคซีนจำนวนจำกัด กลุ่มที่ได้วัคซีนก่อนจะเป็นกลุ่มไหนอย่างไร โดยในส่วนแรกอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง ว่าการจัดส่งวัคซีนในแต่ละช่วงนี้ กับแผนที่วางไว้อาจจะมีความคลาดเคลื่อน จึงเป็นปัญหาให้เกิดมีการเลื่อน แต่มั่นใจว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม แผนหรือการตอบรับในการจัดส่งวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อวาน และวันที่ 19 ที่จะถึง และซิโนแวคอีก 2 ล้านโดส ในปลายสัปดาห์หน้า ก็จะมาช่วยเติมใหสถานการณ์ จัดสรรวัคซีนลงไปทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทุกกลุ่มที่ถูกจัดลำดับความสำคัญ ไม่ให้มีปัญหาเหมือนตอนแรก มีความมั่นใจว่า ในเดือนถัดไป(กรกฎาคม) วัคซีนจะทยอยมา การจัดสรรการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน ก็จะทำได้ดียิ่งขึ้น ทางรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าทำหน้าที่ให้เต็มที่ ให้มีปัญหาให้น้อยที่สุด ขอยืนยัน

นายมณฑล ได้ตั้งกระทู้ถามต่อว่า จากการที่ได้เห็นภาพการฉีดวัคซีนให้กับบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันตามหลักการระบาดวิทยา โดยที่ผ่านมาทำได้ดี เช่น จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรสาคร หรือ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอถามว่า ทาง สธ. จะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้อย่างไรว่า พี่น้องประชาชนจะได้วัคซีนโดยทั่วถึง ครอบคลุม และเป็นไปตามที่รัฐบาลได้วางแผยไว้
ด้าน รมช.สาธิต ตอบกลับว่า ตนขอยืนยันว่า ตามแผนการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล ทั้งวัคซีนต้นทุน วัคซีนเสริม และวัคซีนทางเลือก ที่จะถูกทยอยลำเลียงเข้ามา กับศักยภาพในการฉีด โดยเมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่า ประมาณ 120 วัน จะเปิดประเทศ นั่นหมายความว่า ก่อนที่ท่านนายกฯ จะพูดกับพี่น้องประชาชน ท่านต้องมีข้อมูลและท่านต้องมั่นใจอย่างแน่นอนว่า วัคซีนที่ได้มีการจัดหา มีการตกลงกันในหลักการ และก็เริ่มเจรจา วัคซีนทุกส่วนก็จะทยอยเข้ามา ส่วนศักยภาพในการฉีดในวันนี้ แรกๆมีความเป็นห่วงว่าจะฉีดได้วันละไม่ถึง 3-4 แสน แต่วันนี้ ถ้าวัคซีนมาเต็มจำนวน ก็พิสูจน์ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการฉีดในสถานที่นอกโรงพยาบาล แต่ว่ามีโรงพยาบาลไป support เพื่อความปลอดภัย ในมาตรการของบริษัทที่ผลิตวัคซีนเอง เพราะฉะนั้นโดยศักยภาพ ตนมั่นใจว่า ถ้าวัคซีนมา มีจำนวนที่เพียงพอ วันหนึ่งขั้นต่ำน่าจะได้สัก 5 แสน ก็สามารถที่จะฉีดได้เหลืออย่างเดียวคือ เราช่วยกันตรวจสอบว่า การจัดลำดับความสำคัญของการฉีดวัคซีนในกลุ่มต่างๆ
เราประกาศนโยบายไปแล้ว แต่ว่ารัฐบาลก็จะพยายาม ทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ เรื่องความโปร่งใส เป็นธรรม ว่าคนที่จะต้องได้รับวัคซีนในลำดับต้นๆ เช่น คนที่ลงทะเบียนไว้กับหมอพร้อม คือคนอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือคนที่เป็นกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง สาเหตุหรือเหตุผลที่แพทย์บอกว่า ต้องฉีด 2 กลุ่มนี้เพราะว่า กลุ่มนี้ถ้าเขาติดเชื้อ มีโอกาสเสียชีวิตสูง หรือมีอาการรุนแรงมากกว่าคนอื่น นอกจากนั้น ถ้าเขามีอาการรุนแรง คุณหมอ พยาบาล ที่ทำหน้าที่ในโรงพยาบาลต้องทำงานหนัก ซึ่งขณะนี้หน้างานก็ทำงานกันอย่างหนัก ซึ่งเราก็จะเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายที่มีอาการรุนแรงอยู่ในห้อง ICU ใส่เครื่องช่วยหายใจ ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนการปฏิบัติหน้าที่ของหมอ และพยาบาล ที่ต้องทำงานอย่างหนัก เพราะฉะนั้น ถ้า 2 กลุ่มนี้ ติดน้อยที่สุด ฉีดให้ครบเร็วที่สุด มั่นใจว่าระบบมันก็จะเดินได้ คนทำงานหน้างานก็จะลดการทำงานลง กลุ่มเสี่ยงต่างๆ ในแง่ของความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพที่เราจะเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประเทศแล้วมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถขนส่งสาธารณะ กลุ่มครู มัคคุเทศก์ สถานประกอบการสปาต่างๆ เหล่านี้ จะถูกจัดลำดับความสำคัญจากคุณหมอ ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องให้นโยบายว่าจะฉีดกลุ่มไหนก่อน อันนี้จะเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันตรวจสอบว่า กลุ่มที่มีความสำคัญกว่าจะต้องได้รับการเข้าถึงวัคซีนให้ได้เร็วกว่าปกติทั่วไป
แน่นอนที่สุด วัคซีนค่อยๆ ทยอยมา มีความต้องการ มากกว่าจำนวนวัคซีน จะจัดสรรอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะให้ความพอใจได้ครบทั้งหมด 100%
คนได้ทีหลังต้องตำหนิ ว่า ทำไมเขาถึงได้ทีหลังคนที่ฉีดก่อน ต้องใช้หลักวิชาทางการแพทย์บอก และก็ต้องใช้หลักเศรษฐกิจที่รัฐบาลบอกว่า คนกลุ่มนี้ ทำไมต้องได้ก่อน และต้องการฝากทุกท่านให้คอยตรวจสอบว่า ถ้าหน้างานมีความผิดปกติ ว่า มีการแซงคิว หรือการมีเส้นสาย ซึ่งตรงนี้ต้องคอยตรวจสอบ วัคซีนต้องเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ วัคซีนเพื่อใคร
นอกจากนี้ นายมณฑล ฝากไปยังรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข ช่วยเร่งรีบกระจายวัคซีนสู่พี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน และครอบคลุมทั่วถึงเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพี่น้องประชาชน ให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และจะลดการแพร่ระบาด เพื่อให้วิถีชีวิต และเศรษฐกิจของคนไทยได้กลับมาเหมือนเดิม

นายสาธิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาล โดยท่านนายกมนตรี มีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการที่จะจัดการกับสถานการณ์ covid-19 ทั้งเรื่องของการควบคุมโรค เรื่องการจัดฉีดวัคซีนไปให้ทั่วถึงกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ในการจัดลำดับความสำคัญในแต่ละกลุ่มให้เร็วที่สุด
แต่อย่างไรก็ดี การควบคุมโรคในสถานการณ์ covid หรือการจัดการฉีดวัคซีน ไม่ได้ทำได้สำเร็จเพียงแต่รัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจของพวกเราคนไทยทุกคน ถ้าพวกเราให้ความร่วมมือมันก็จะไม่เกิด ถ้าบางกลุ่มยังไม่กลัว ยังไม่ปฏิบัติตาม การควบคุมโรค ก็มักจะเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ขึ้น การไปตามไล่หลังคลัสเตอร์ใหม่ๆ ถ้าคนเราทำงานไม่พอ โรคนี้ก็จะยังอยู่กับประชาชนที่ไม่มีอาการซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งยังกังวลว่า ถ้าเราเดินหน้าแบบเข้าใจตรงกัน และมีความชัดเจน และทำร่วมมือกันทำ คิดว่าเราจะสู้สำเร็จ แต่ว่าถ้าเราทำโดยการขาดความเข้าใจ ถ้ายังพบการแพร่ระบาดไปซ่อนอยู่ในคนที่ไม่มีอาการ ซ่อนอยู่ในชุมชน แล้วมันกลับมาระบาดในรอบที่ 4 อันนี้เราต้องช่วยกันว่า เราจะทำยังไง เราต้องมีมาตรการป้องกันตัวเองเป็นอันดับแรกที่สุด ให้คนในครอบครัว ให้สังคมได้เข้าใจร่วมกัน รัฐบาลก็เดินหน้าในการฉีดวัคซีนไปด้วย ถ้าเราทำคู่กันไปแบบนี้ มั่นใจว่าเราจะสามารถเปิดประเทศไทยได้ประสบสำเร็จในระยะเวลาที่ท่านนายกประกาศไว้
