ศุภชัย ชูโยบาย ภท. Sharing Economy ต่อยอด สินทรัพย์เดิม สร้างรายได้ใหม่

ศุภชัย ชูโยบาย ภท. Sharing Economy ต่อยอด สินทรัพย์เดิม สร้างรายได้ใหม่

โลกเปลี่ยน !!!...“ศุภชัย ใจสมุทร” ฉายภาพ ธุรกิจ รูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “อนุทิน ชาญวีรกุล” ด้วยการ เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่ โดยเฉพาะ”ห้องเช่า” หรือ “รถยนต์” มาสร้างรายได้ ผ่าน Sharing Economy นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ระบุว่า หัวหน้าพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีการแสดงจุดยืนเรื่องการจะผลักดัน วิสัยทัศน์ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ซึ่งท่านที่ติดตามมาตลอดก็จะทราบว่าหมายถึงอย่างไร แต่ก็มีหลายท่านที่อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าคือ การกระจายอำนาจการปกครองไปสู่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ซึ่งเป็นคนละมิติกัน ผมจึงขออนุญาตนำสิ่งที่ผมเคยเสนอมา เพื่อได้โปรดพิจารณาทำความเข้าใจความในลักษณะนี้กัน ด้วยความขอบพระคุณยิ่งครับ แต่ก่อนแต่ไร เมืองไทยรู้จักคำว่าแชร์ ก็จากวงแชร์ที่ตั้งกันขึ้นเพื่อระดมเงินเพื่อเป็นทุนจากหมู่ญาติมิตรเพื่อนฝูง แต่พอถึงยุคไทยแลนด์ 4.0 เราก็ได้รู้จักอีกด้าน หนึ่งของการแชร์ในคำว่า Sharing Economy ซึ่งคำนี้ไม่เกี่ยวกับการตั้งวงแชร์เลยสักนิด แต่ทว่ามีดอกผลเป็นเม็ดเงินออกมาเห็นๆ Sharing Economy คือ รูปแบบเศรษฐกิจแบบว่าใครมีอะไร ที่เป็นทรัพย์สินก็เอาออกมาแชร์ในรูปการเช่า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินทรัพย์ การเกิดขึ้นของรูป แบบเศรษฐกิจนี้ เป็นผลพวงจากที่เรามีอินเตอร์เน็ตในการเข้าถึงกันได้โดยง่าย โดยมีแพลตฟอร์ม หรือ พื้นที่อะไรสักอย่างเป็นตัวกลางในการเป็น market share ถามว่าจะแชร์อะไรได้บ้างในโลกของ Sharing Economy ? การที่ Sharing Economy จะบูมได้ขนาดนี้ ความจริงแล้วมันมีที่มา ที่ไป เพราะการทำธุรกิจนี้เป็น การทำผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งง่ายและสะดวกกว่าการทำธุรกิจแบบเมื่อก่อน ซึ่งทำให้ในปี 2008 สหายสามเกลอจึงได้ก่อตั้ง Airbnb ธุรกิจ ที่สามารถแบ่งปันห้อง พักออกให้เช่ามาสร้างเป็นรายได้ ถือว่าเป็นการเปิดตัว SharingEconomy ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของโลกเป็นเจ้าแรก และในปีถัดมา Travis Kalanick ก็เปิดตัวธุรกิจที่คล้ายกัน แต่เปลี่ยนห้องพักมาเป็นรถ ในชื่อ Uber ที่ประสบความสำเร็จตามมา เราจึงได้ยินกันว่า Uber เป็น บริษัทรถแท๊กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่กลับไม่มีรถของตัวเองสักคัน หรือ Airbnb เป็นบริษัทที่รวมห้องพักมากที่สุดในโลก แต่ไม่มีห้องพักของตัวเองสักกะห้อง เช่นกัน แต่บริษัททั้งสองกลับฟันรายได้มหาศาล ปัจจุบันทั่วโลก Sharing Economy ได้ขยายธุรกิจไปสารพัดมากมาย จากการนำทรัพย์สินที่ตนเองมีอยู่ ออกให้เช่า คนมีห้องว่างในบ้าน หรือคอนโดก็สามารถ นำออกให้เช่าผ่านช่องทางแพลตฟอร์มนี้ มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเดือน ใครมีรถส่วนตัวแทนที่ตอนเช้าจะขับรถตรงไปทำงาน ก็รับผู้โดยสารจากช่องทาง Uber ได้ ตังค์เพิ่มขึ้น เลิกงานแทนที่จะกลับบ้านเสียทันที ก็รับผู้โดยสารสักสองเที่ยว เสาร์อาทิตย์มีเวลาก็มารับผู้โดยสารแทนที่จะจอดรถไว้เฉยๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก ทรัพย์สินที่เรามี นี่คือที่เกิดขึ้นในโลกยุคนี้ ในต่างประเทศยุโรป อเมริกา จีน ญี่ปุ่น และประเทศส่วนใหญ่ในโลกเค้ากำลังดำเนินชีวิตกันเช่นนี้ เพราะรัฐเค้าให้ความคุ้มครองรอง รับ สนับสนุน เป็นการหมุนทันโลก ซึ่งเรื่องนี้น่าสนใจหากมองย้อนกลับมามองบ้านเรา กลับพบว่าในขณะที่รัฐบาลปลุกเรื่อง ไทยแลนด์ 4.0 ขึ้นมา แต่ทว่ากลับไม่ใส่ใจสิ่งที่ผมเล่ามาเลย เป็นอย่าง ไรนั้นผมจะขออนุญาตนำเสนอในลำดับถัดไปครับ ที่ผมบอกว่าประเทศไทยสวนทางกับประเทศอื่นๆนั้นคืออะไร ขณะที่ประเทศอื่นเค้าสนับสนุนและเอื้อให้คนของเค้าสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพหารายได้เพิ่มขึ้น จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ตามแนว Sharing Economy แต่เมืองไทยที่มีไทยแลนด์ 4.0 กลับหมุนทวนโลก ใครจะขับ Grab หรือ Uber ก็ถูกจับดำเนินคดีอาญา เพราะทำตัวเป็นแท๊กซี่ป้ายดำ ผิด พรบ.ขนส่งฯ มีห้องพัก อยู่ในคอนโดว่างอยู่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเช่าพักรายวันผ่าน Airbnb ถูกจับขึ้นศาลดำเนินคดี โทษทั้งจำคุกและปรับ เพราะเอาห้องให้เช่าแบบนี้ ต้องขออนุญาต ผิดพรบ.โรงแรม รถก็รถเรา ห้องก็ห้องเรา แต่ต้องถูกดำเนินคดีอาญา ซึ่งเรื่องที่รัฐมีกฎหมายแบบนี้ คนที่เกาะลิบง จังหวัดตรังบ้านผม อยากจะแบ่งห้องให้นักท่องเที่ยวฝรั่งเช่า พนักงานบริษัทที่เมืองเลยจะมาขับ Grab เพื่อหารายได้เพิ่มก็จะถูกจับหมด ถามว่าเพราะอะไร ?? คำตอบก็คือเพราะเรามีกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่ทันโลก ไม่เอื้อ อำนวยให้ประชาชนมีโอกาสได้ทำมาหากินเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินของตัวเอง ไงครับ วันก่อนท่านคงได้อ่านข่าวที่ ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ บอกว่าบ้านเรากฎหมายมีมากเกินไป ฯลฯ ผมก็จะบอกว่าเรามีกฎหมายห่วยๆแบบนี้อีกเยอะแยะมากมายที่เป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ที่ถึงเวลาต้องปรับปรุงพัฒนา “เพราะกฎหมายคืออำนาจของรัฐ รัฐจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการบังคับหรือลิดรอนอำนาจของประชาชน จนติดนิสัย ทั้งที่รัฐได้อำนาจนั้นมาจาก ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง เราจึงควรจะต้องปรับปรุงพัฒนากฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ อาจกล่าวได้ว่าถึง เวลาเสียทีที่จะต้อง #ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน”