ส.ส.คารม พลพรกลาง อภิปรายงบกลางมาตรา 6 ชี้ ตัดลดลง 30% ไม่กระทบ จี้ กมธ.แจงงบกลางจะต้องเป็นการจัดงบประมาณที่มากกว่างบประมาณของกระทรวงหลัก

ส.ส.คารม พลพรกลาง อภิปรายงบกลางมาตรา 6 ชี้ ตัดลดลง 30% ไม่กระทบ จี้ กมธ.แจงงบกลางจะต้องเป็นการจัดงบประมาณที่มากกว่างบประมาณของกระทรวงหลัก

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด อภิปรายถึง งบกลางในมาตรา 6 การบริหารงบประมาณว่าเป็นเรื่องใหญ่ การมีความจำเป็นสำหรับการมีงบกลางมี แต่ค่อนข้างจะแปลกใจแล้วก็พยายามที่จะดูว่าเพื่อนสมาชิกที่ แปรญัตติหลาย ๆ ท่านในเอกสารที่กรรมาธิการงบประมาณทำเสร็จแล้ว มีการมีการแปรญัตติ ลดตั้งแต่ 3% ไปถึงตัดหมดเลยก็มี อย่างตนเองปรับลด 30% ทั้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบกลาง มีกฎหมายว่า จะลดได้ จะมีได้กี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปี 2565 งบประมาณ 3.1 ล้านล้าน งบกลางอยู่ที่ 571,047.3 ล้านบาท เป็น 18.4% หรือร้อยละ 18.4 ของงบประมาณ ใน 21 กระทรวง งบกลาง กฎหมาย มีกำกับไว้ว่า ใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน ประเทศต้องมีเงินสำรอง เหมือนบริษัทต้องมีเงินสดสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น  แต่การที่เอางบกลางเอามาไว้ที่รัฐบาลเป็นสิ่งที่ดีในบางมิติ แต่บางมิติก็ต้องดูว่า การที่จัดงบประมาณไว้โดยที่ไม่มีที่ไปที่มา แล้วก็หน่วยรับงบประมาณไม่มีตรง ๆ เหมือนกระทรวงต่าง ๆ เป็นการขาดโอกาสที่จะทำงบประมาณขึ้นมาตามระบบ นายคารม ยกตัวอย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีงบประมาณในปี 2565 อยู่ที่  110,126.5 ล้าน กระทรวงสาธารณสุข มีอยู่เพียง 153,940.5 ล้าน เป็น 5%  ตรงนี้ถ้าในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลเรื่องเกษตรกร ดูแลเรื่องกสิกรรมเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด เวลาทำงบประมาณควรจะมาตามช่องทางนั้น กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ระบบสาธารณสุขขั้นมูลฐาน ตั้งแต่อสม. ตั้งแต่โรงพยาบาลประจำตำบล อำเภอ จังหวัด ขึ้นมาจนถึงระดับกระทรวง ควรจะอยู่ในช่องทางนั้น งบประมาณก็ควรจะตั้งมาแบบช่องทางนั้น ในสถานการณ์ที่มีภาวะโรคไวรัสโคโรนา 2019 เราก็มีเงินกู้มีเงินเฉพาะกิจ การที่จะทำงบประมาณแบบนี้ เป็นข้อน่าสังเกตว่า ก็ทำมานาน แล้วทุกปีก็จะเป็นอย่างนี้ และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งขณะนี้โรคไวรัสโควิด-19 แพร่ไปยังทั่วประเทศ ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ ปี 66 ก็จะมาถึง งบประมาณ 66 ก็จะมาถึง จะเอาเงินมากองเป็นงบฉุกเฉินเรื่อย ๆ แทนที่เราจะวางรูปแบบ อย่างระบบสาธารณสุข ก็วางรูปแบบว่าให้อสม.เข้มแข็ง มีรายได้ที่เหมาะสม สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างระบบเรียกว่าสาธารณสุขที่มันถูกต้อง ไม่ต้องทำเป็นงบฉุกเฉิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชาชนที่กลับไปด้วยภาวะโรคไวรัสโควิด-19 ไปอยู่ต่างจังหวัด ไม่มีงาน กระทรวงเกษตรก็จัดทำ ระบบชลประทานให้ดี ข้าวเป็นอย่างไร ปุ๋ยเป็นอย่างไร ต้องช่วยเขา งบฉุกเฉินนี้ช่วยไม่ได้ งบฉุกเฉิน เช่น มีภัยร้ายแรงมีภัยเร่งด่วน เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า ถ้าจะปรับลดลง ไม่น่าจะเกินปัญหา และการปรับลดนี้ มันจะทำให้เกิดวินัยทางการเงินการคลัง จึงเห็นว่างบกลาง แม้ว่าครม. จะจ่ายก็มีระเบียบ จริงอยู่ แต่ถ้าจะใช้ในทางการเมืองเลือกปฏิบัติได้ แล้วทำให้เสียระบบโครงสร้างงบประมาณของประเทศ  ส.ส.บางท่าน ตัดทิ้งหมดเลย ตนเห็นว่าลดไป 30 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่กระทบ แล้วการใช้จ่ายที่เป็นงบกลาง เท่าที่ดูทุกปีจะเป็นเรื่องเงินค่าตอบแทน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ก็จะอยู่ในระบบ อยู่ในหน่วยรับงบประมาณนั้น ๆ ได้อยู่แล้ว จึงอยากจะให้กรรมาธิการได้ชี้แจงว่า งบกลางจะต้องเป็นการจัดงบประมาณที่มากกว่างบประมาณของกระทรวงหลัก ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้หรือ ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน อย่างไร แต่เห็นว่าหลักการจัดงบกลาง ที่สูงเกินไป มันก็ไม่ได้ตอบโจทย์ แทนที่เราจะเอางบประมาณที่อยู่ ของประเทศเราซึ่งปีนี้ก็ขาดดุล เราเก็บภาษีได้ 2.4 ล้าน ๆ การที่เราประหยัดงบซึ่งจะมาใช้ตามความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน แทนที่เราจะวางแผนทำให้มันอยู่ในระบบปกติของงบประมาณ แต่ละกระทรวงทบวงกรม เห็นว่าเหมาะสมกว่า ผมจึงเห็นว่า ตัดลดลง 30% ก็ยังไม่กระทบ เพราะงบกลาง ความฉุกเฉินอาจจะไม่มีก็ได้ การที่ไม่มีแล้วมาตั้งเงินไว้ นั่นคือการขาดโอกาส ในการนำเงินงบประมาณไปช่วยพี่น้องเกษตรกร ไปช่วยพี่น้องที่กำลังมีปัญหาอยู่ในทุกภูมิภาค