27 สิงหาคม 2564 เวลา 01:57
ส.ส.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ ส.ส.ภูมิใจไทย พร้อมใจร่วมเข้าชื่อขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ ส.ส.ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาติดตาม และตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพ.ร.ก. ให้อำนาจ ก.การคลัง กู้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มเติมพ.ศ. 2564
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 และคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกันเข้าชื่อขอเสนอญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตาม และตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) เพิ่มเติมพ.ศ. 2564 โดยมีหลักการ และเหตุผลดังนี้
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติมพ.ศ. 2564 ซึ่งมีวงเงินจำนวน 500,000 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ช่วยเหลือเยียวยา และชดเชยให้กับประชาชนทุกอาชีพซึ่งได้รับผลกระทบ รวมทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมนั้น

จากการพิจารณากรอบการใช้จ่ายเงินตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวแล้วพบว่า เป็นการกำหนดกรอบให้ใช้จ่ายวงเงินแบบกว้างที่ไม่ระบุรายละเอียดการจัดสรรวงเงิน อีกทั้งภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนที่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยความรวดเร็ว ทำให้มีระยะเวลาในการเสนอโครงการ และกลั่นกรอง โครงการก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติน้อยลง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการใช้จ่ายเงินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ไม่ทั่วถึง ไม่มีความโปร่งใสการกู้เงินจำนวนดังกล่าว จึงอาจเป็นการสร้างภาระหนี้ให้แก่ประชาชน และซ้ำเติมความทุกข์ยากที่เกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมทั้งมีการใช้จ่ายเงินอย่างทั่วถึง จึงขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตาม และตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคม และการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อที่ 49 และ 50
" หลายท่านอาจจะถาม ว่ามีกรรมาธิการขึ้นมาอยู่ชุดหนึ่งแล้ว เหตุใดจึงจำเป็นจะต้องมีกรรมการชุดใหม่ที่มาอีก ต้องย้อนความเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว สภาได้อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้าน เพื่อใช้จ่ายในการสาธารณสุข ในการ การฟื้นฟู การเยียวยา covid คณะที่แล้ว เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 รวมมาถึงวันนี้ (26 สิงหาคม) เป็นเวลาทั้งสิ้น 1 ปี 2 เดือน กับอีก 15 วัน อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ตอนที่ท่านสมาชิกได้ซักถามว่า กรรมาธิการที่แล้วทำงานอย่างไร ก็ต้องเรียนว่า กรรมาธิการทุกท่านเข้าไปพร้อมกับไฟอันเต็มเปี่ยม อยากจะไปช่วยกันตรวจสอบ ติดตาม และช่วยกันให้ข้อเสนอแนะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะระบบราชการ เป็นเพราะข้อจำกัดทางกฎหมายหรืออย่างไรก็ตาม แต่วันนี้สิ่งที่ต้องรายงานให้ทราบก็คือ การเบิกจ่ายเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น เบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น ตอนนี้ผ่านมา 1 ปีกว่า เบิกจ่ายไปทั้งสิ้น 83% หรือเป็นเงินประมาณ 825,000บาท โดยแบ่งได้ 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 คือ ที่ใช้เกี่ยวกับการสาธารณสุข ซึ่งได้รับการอนุมัติ 63,000 ล้านบาท มาถึงทุกวันนี้มีการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้นประมาณ 51% ซึ่งผ่านมา 1 ปี โดยกรรมาธิการ ได้ให้ข้อเสนอแนะไป การเบิกจ่ายการทำงานของหน่วยงานราชการล่าช้ามากไป การดูแลด้านสาธารณสุข อุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ที่ไม่ได้มีความพร้อมมากกว่านี้ การติดตามการแก้ไขเสนอแนะของกรรมาธิการที่แล้วทำให้ดี แต่คิดว่าควรจะทำได้ดีกว่านี้ "

สำหรับ กลุ่มที่ 2 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เบิกจ่ายได้ดี คือ เงินเยียวยา เบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้นประมาณ 7 แสนล้านบาท เดิมทีได้อนุมัติวงเงินมา ได้กรอบ 5 แสนล้านบาท เพิ่มเติม ขึ้นมาอีก จากการเอาเงินกลุ่มที่ 3 ขึ้นมา คือโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไม่ทิ้งกัน เราชนะ คนละครึ่ง ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า โครงการในลักษณะนี้ มีโครงการใดที่ในความรู้สึกของผู้แทนหรือในความรู้สึกของประชาชน เรามีความรู้สึกว่าเป็นการเยียวยาจริง ๆ บ้าง วันนี้ก็ลองไปถามเอามันมีกี่โครงการแล้วที่เขาได้รับการช่วยเหลือ การเยียวยา บางคนอาจจะจำได้แค่คนเดียวเขาก็คือคนละครึ่ง เท่านั้นเอง
ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่น่าเป็นห่วงในการเบิกจ่าย งวดที่แล้ว ก็คือกลุ่มเงินฟื้นฟู เงิน ฟื้นฟู ถึงวันนี้เบิกจ่ายไป 52% เดิมทีอนุมัติ 4 แสนล้าน เบิกจ่ายไปแล้ว 52% หมายความว่า วงเงินลดลงจาก 4 แสนกว่าล้าน เหลือ 2 แสนล้าน เพราะว่า เอาไปให้ กลุ่มที่ 2 แล้ว เพิ่งเบิกจ่ายทั้งสิ้น 116,000 ล้านบาท โดยประมาณ ถ้าเทียบกับวงเงินเดิมที่อนุมัติ เท่ากับ 29% 1 ปีที่ผ่านมา ตอนเป็นกรรมาธิการ ได้มีการหารือกับสภาพัฒน์ ถามว่า กรอบอำนาจหน้าที่ของ กรรมาธิการ เป็นอย่างไรบ้าง สามารถทำอะไรได้ หรือไม่ได้บ้าง ปรากฏทางฝ่ายราชการแจ้งว่า เรื่องทั้งหมดนั้น หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องขอ ครม. เห็นชอบ
อย่างไรก็ตาม นายสิริพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับเงินเยียวยายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เขายังไม่ได้รับการเยียวยา โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการอาชีพอิสระ แม้จะเคยได้รับเงินเยียวยา ไปแล้ว แต่ปัญหายังไม่หายไป และเขายังคงต้องรับการเยียวยาเพิ่มเติม เพราะเขายังคงแบกภาระเต็มที่ โดยเฉพาะการที่ไม่ได้เลิกจ้างพนักงาน ถึงเวลาแล้วที่การอนุมัติเงินกู้
ควรต้องไปแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุข จะได้มีการทำงานที่คล่องขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ จะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ ต้องฝากกรรมาธิการ ให้ความเห็นชอบ ตั้งกรรมาธิการคณะนี้ด้วย
