เลขาฯ “ภูมิใจไทย”ชู! แบ่งปันกำไร ชาวนามีรายได้เพิ่ม ดัน! กัญชาเสรี ทำได้จริงไม่เพ้อฝัน

เลขาฯ “ภูมิใจไทย”ชู! แบ่งปันกำไร ชาวนามีรายได้เพิ่ม ดัน! กัญชาเสรี ทำได้จริงไม่เพ้อฝัน

เลขาฯ “ภูมิใจไทย”ชู! แก้ปัญหาความยากจน ชาวนามีรายได้เพิ่ม ดัน! กัญชาเสรี ทำได้จริงไม่เพ้อฝัน สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศปัด! ไม่มีคนไม่รู้จัก “อนุทิน” พรรคภูมิใจไทยแถลงยันนโยบายกำไรแบ่งปัน สินค้าเกษตร จะทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น และราคาข้าวสารจะไม่แพงขึ้น เพราะข้าวสารเป็นสินค้าควบคุมราคา ขณะที่นโยบายกัญชาเสรี มีแคลิฟอร์เนียโมเดล เป็นต้นแบบ เผยร่างกฎหมายไว้รอแล้ว ถ้าประชาชนลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย จะทำให้เห็นทันที

วันที่ 22 ก.พ.2562 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนสมาชิกพรรค และพันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงนโยบายกำไรแบ่งปัน สินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกร และชาวนา อย่างมาก ว่า นโยบายกำไรแบ่งปัน จะทำให้ชาวนา มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่จะไม่ทำให้ราคาข้าวสารแพงขึ้น และคนไทยไม่ต้องกินข้าวราคาแพง ตามที่มีผู้ตั้งประเด็นคำถาม

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่าพรรคภูมิใจไทย มั่นใจว่าการทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าว เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และหากในอนาคตราคาข้าวสารแพงขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตแพงขึ้น ชาวนาก็จะได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นด้วย เพราะระบบกำไรแบ่งปัน ชาวนา จะได้รับส่วนแบ่งกำไร 75 % โรงสีได้รับ 10% และผู้ค้าข้าว 15% ระบบกำไรแบ่งปัน จะมาทำลายคำกล่าวที่เจ็บปวดของชาวนา คือ ข้าวเปลือกถูก ข้าวสารแพง ชาวนาจน พ่อค้ารวย ให้หมดไปผมได้ยินทุกพรรคการเมืองบอกว่าอยากให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น ได้รับความเป็นธรรม จึงควรสนับสนุนกัน ช่วยกันหาแนวทางช่วยเหลือชาวนา มากกว่า พรรคภูมิใจไทย เห็นว่าในระบบการผลิตข้าว กลุ่มคนที่ต้องห่วงมากที่สุดคือชาวนา ในขณะที่ผู้บริโภค รัฐบาลมีมาตรการควบคุมราคาข้าวสารอยู่แล้ว ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่ออีกว่า อีกนโยบายที่สำคัญของพรรคและสามารถจะพลิกประเทศไทย คือเรื่องปัญหาความยากจน และหนี้สิน ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องอื่นๆตามมา เช่น เราเกิดปัญหาหนี้ กยศ. ก็เพราะว่ามาจากความยากจนและมีหนี้สิน ที่ทำให้ลูกหลานไม่มีเงินและต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อที่จะมาชำระคืน เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยพิจารณาและศึกษาจึงต้องแก้ปัญหาเรื่องความยากจนของพี่น้องประชาชนด้วยการส่งเสริมทางภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้เพื่อที่จะชดใช้หนี้ได้

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายกัญชาเสรีนั้น เดิมกัญชาไม่ได้ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษและมีขายตามร้านขายยา แต่ต่อมาปีพ.ศ. 2522 รัฐบาลได้กำหนดให้กัญชาเป็นสิ่งเสพติด กระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายให้กัญชาสามารถใช้ทางการแพทย์และการพาณิชย์ แต่พรรคภท.เห็นว่ายังไม่สมบูรณ์ โดยเราได้ศึกษาต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบด้วยการใช้กัญชาเพื่อ 3 วัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อการแพทย์ 2.เพื่อการพาณิชย์ และ 3.ประชาชนสามารถปลูกได้ 6 ต้น/ครอบครัว ซึ่งพรรคภท.ได้นำโมเดลดังกล่าวมาทำเป็นนโยบาย พร้อมเสนอเป็นร่างกฎหมาย โดยเสริมเรื่องที่ 4 คือแพทย์แผนไทย ดังนั้น หากพรรคภท.เป็นรัฐบาล จะแก้กฎหมายและผลักดันทั้ง 4 แนวทางให้เป็นความจริง ซึ่งจะสร้างรายได้ให้ประเทศปีละประมาณ 303,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ จะนำเงิน 100,000 ล้านบาท ไปผลักดันนโยบายอีก 11 ด้านของพรรค โดยไม่ต้องกู้เงิน ไม่ต้องขึ้นภาษี หรือขายพันธบัตร ส่วนเงินอีก 200,000 ล้านบาท จะนำไปลดภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)จาก 7 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการลดรายจ่ายของประชาชน และทำให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้มากขึ้น

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า ข้อกังวลของนายวิษณุที่ระบุว่ากัญชาบางสายพันธุ์เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณนั้น ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องสรรหาสายพันธุ์ที่ดีและมีราคามาให้ประชาชนเพาะปลูก เช่นเดียวกับการหาพันธุ์ข้าวที่รัฐบาลต้องควบคุม อย่างไรก็ตาม หากพรรคภท.ไม่ได้เข้าไปแก้ไขกฎหมายยาเสพติดให้โทษที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ให้ความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนี้ ก็จะส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตยามีโอกาสครอบงำและผูกขาดธุรกิจกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ประชาชนจะเสียโอกาสในการสร้างรายได้ด้วยการปลูกกัญชาครอบครัวละ6 ต้น รวมทั้งยังต้องเสี่ยงซื้อยาที่มีราคาแพง เช่น น้ำมันแคนนาบิไดออล (CBD Oil) ที่สกัดจากพืชกัญชา ซึ่งมีราคาแคปซูลละ 3,000 บาท และตนเชื่อว่านายทุนเหล่านั้นจะไม่ลดราคาให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายอย่างแน่นอน

นายศักดิ์สยามกล่าวด้วยว่า หากประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายกัญชาเสรี ขอให้เลือกพรรคภท.กันให้มากๆในวันที่ 24 มีนาคมนี้ และหากพรรคภท.เป็นแกนนำรัฐบาล ก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากใครจะดึงเราไปร่วมรัฐบาลก็ต้องรับนโยบายทั้ง12 ด้านไปปฏิบัติ และขอยืนยันว่า หากเราทำนโยบายกัญชาเสรีได้จริง ประชาชนจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่ลดลงเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องผลโพลที่หลายสำนักพบว่าพรรคภท.และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ไม่ติดอยู่ในอันดับความนิยมนั้น นายศักดิ์สยามกล่าวว่า สำนักโพลมีหลายสำนัก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราจะได้ทำงานให้หนักขึ้น และต้องการให้ประชาชนดูวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเลือกตั้งว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ส่วนกรณีที่ระบุว่านายอนุทินไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะนายอนุทินเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และที่ผ่านมา จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนและกล่าวปราศรัยในเวทีต่างๆ ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

นายศักดิ์สยาม กล่าวทิ้งท้าย ถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ต่อสถานการณ์การเมือง ในขณะนี้ โดยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ยุติการสร้างความขัดแย้ง หรือไม่เข้าไปร่วมสร้างความขัดแย้ง ให้กับสังคมและประเทศชาติ หันมาให้ความสนใจนำเสนอนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อเสนอตัวเป็นทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน เพราะทุกวันนี้ประชาชนเดือดร้อนกับปัญหาปากท้อง และหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น

ด้าน พันเอก ดร.เศรษฐพงค์กล่าวว่า ใกล้ถึงวันเลือกตั้ง 24 มีนาคมเข้ามาทุกขณะ สถานการณ์การเมืองก็จะยิ่งเข้มข้นขึ้น ที่ผ่านมา เราจะเห็นการใช้เกมใต้ดินต่างๆ ในทางการเมืองเข้ามาทำลายล้างกัน ไม่ว่าจะเป็นการใส่ร้าย ให้ข่าวโจมตี หรือการทำลายป้ายหาเสียง พรรคภท.เองก็มีผู้สมัครที่ถูกกระทำอย่างนั้นด้วย ซึ่งเราเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นพลวัตทางการเมือง จึงไม่ได้มีการโต้ตอบอะไรออกไป อีกทั้งนายอนุทินได้ให้นโยบายไว้ชัดเจนว่าเราทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ ไม่ตอบโต้ทำลายกันทางการเมือง

พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า ช่วงใกล้เลือกตั้งที่เหลือเวลาอีก 30วันนั้น หัวหน้าพรรคได้กำชับให้ลูกพรรคทุกคนเร่งลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อนำเสนอนโยบายของพรรค และแนะนำผู้สมัครให้ประชาชนในพื้นที่ได้รู้จักมากที่สุด ซึ่งการให้ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับผู้สมัคร และนโยบายของพรรค จะเป็นส่วนช่วยให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจลงคะแนนให้กับผู้สมัครของเราได้ นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ขอความร่วมมือไปยังลูกพรรคทุกคนให้ใช้สัญลักษณ์(Logo)ของพรรคภท.นำมาเป็นภาพโปรไฟล์ในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ไปจนถึงวันที่ 24 มีนาคม เพื่อให้ประชาชนจดจำพรรคภท.ได้ และสื่อให้เห็นว่าพรรคภท.อยู่กับประชาชนในทุกที่

ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวถึงกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบบัญชีเลือกตั้ง โดยแบบบัญชีรายชื่อก็ไม่ประกาศรายชื่อทั้งหมด 6 คน เขตเลือกตั้งอยู่ 2 คน ซึ่งทั้ง 8 คน ทางฝ่ายกฎหมายของพรรคภท.ได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในการที่จะให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ประกาศบุคคลทั้ง 8 คน เป็นผู้มีสิทธิ์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สำหรับคดีของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับที่ 9 ศาลฎีกาได้มีการไต่สวนคดี และได้มีการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 13.30 น. ส่วนคดีอื่นๆมีการนัดไต่สวนเป็นระยะๆ ตั้งแต่วันที่ 25  กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกระบวนการขั้นตอนของศาล ส่วนผลคดีของแต่ละคดีจะเป็นอย่างไรนั้น ทางพรรคภท.จะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

นอกจากนี้ นายศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ทางพรรคภูมิใจไทยได้มีการลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงตามต่างจังหวัดมาโดยตลอด ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีประชาชนให้การต้อนรับและฟังการปราศรัยหลายพันคน ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ชื่นชอบของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก หลังจาก 30 วันที่เหลือนี้ ทางพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่ปราศรัยในหลายเวที พร้อมทั้งเชื่อว่าประชาชนจะคอยให้การต้อนรับเป็นจำนวนมากเช่นกัน.