ส.ส.สฤษดิ์ บุตรเนียร หนุน ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ของคำสั่งคสช.ที่19/60 เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ให้สอดคล้อง และให้คุณภาพการศึกษามีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไปในอนาคต

ส.ส.สฤษดิ์ บุตรเนียร หนุน ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ของคำสั่งคสช.ที่19/60 เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ให้สอดคล้อง และให้คุณภาพการศึกษามีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไปในอนาคต

วันที่ 15 กันยายน 2564 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรีเขต 3 พรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติในเรื่องของการสรุปร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 ญัตติดังกล่าว ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ทั้งหมด 6 พรรคการเมือง มีความเห็นพ้องต้องกัน และการแก้ไขคำสั่งเพิ่มเติมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการปฏิรูปในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 ดังนี้ 1) กำหนดให้กสทช. มีอำนาจหน้าที่ในเขตจังหวัดตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการกฎหมายว่าด้วยระเบียบราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งให้ย่อว่าอ.ก.ค.ศ. 2) กำหนดให้ กศจ. มีอำนาจหน้าที่ในจังหวัด ในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ไม่รวมถึงอำนาจหน้าที่ ซึ่งกฎหมายว่าด้วยข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาในกำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ เป็นอำนาจหน้าที่ของอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ และเขตพื้นที่มัธยม 3) กำหนดให้ศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัด ซึ่งก็เป็นอำนาจหน้าที่ของ กศจ. และอ.ก.ศ.จ. 4) กำหนดให้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดดูแล และโดยที่มีรองศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ช่วยในการทำงานถึง 3 คน 5) ยกเลิกอำนาจ สั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาในจังหวัด หรือกรุงเทพฯ เพื่อที่จะให้จังหวัดนั้นที่สั่งการโดยความเห็นชอบของอ.ก.ศ.จ. 6) กำหนดให้การบริการบุคคลเป็นกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. ในเขตพื้นที่ประถมศึกษา และเขตพื้นที่มัธยม ไม่ต้องมอบอำนาจให้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติการแทน กำหนดให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่และเขตประถม และมัธยม ในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา หลักการและเหตุผล ที่กล่าวมาแม้แต่จะซ้ำกัน แต่อยากจะตอกย้ำว่าทุกสิ่งนี้เราได้เห็นพ้องต้องกันว่าตั้งแต่ที่มีคำสั่งคสช. 19/60 นั้น ให้ยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่นั้น ที่เห็นว่าการจัดการศึกษาในภูมิภาคมีความซับซ้อนเป็นปัญหาสะสมมายาวนาน จึงแต่งตั้งก.ศ.จ. เพื่อมารับโอนอำนาจหน้าที่ของเขตพื้นที่มามีอำนาจหน้าที่ในการที่แสดงความเห็นประเมินผลงานบุคลากรซึ่งเป็นหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษานั้น เห็นว่ายิ่งจะเป็นการล่าช้า ซ้ำซ้อน และสับสนมากยิ่งขึ้น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดภาค และเขตพื้นที่ที่ปลัดกระทรวงมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจดังนี้แล้ว จึงเห็นว่าการทำงานที่ซ้ำซ้อนทำให้เกิดความล่าช้าสูญเสียเปล่างบประมาณ อย่างที่จำเป็น ขณะที่ตั้งแต่ออกคำสั่งคสช. 19 นั้น ทาง คสช.คงจะมองว่า การแก้ไขปัญหาภูมิภาคมอบให้ศึกษาธิการจังหวัด เพื่อจะได้ประสานงานคงจะมองในมุมด้านเดียว หรือเพื่อที่จะให้เกิดธรรมาภิบาลเพื่อการแต่งตั้งครู เป็นการกระชับ โยกย้าย ดังที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวก็ถูกต้อง แต่อาจจะมองเพียงแค่มุมเดียว ขณะที่อีกมุมหนึ่งการที่ดึงอำนาจไปอยู่ที่ศึกษาธิการจังหวัด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานนั้น อาจจะมองแต่เพียงว่ามีการคอรัปชั่นบางจุด แต่จะต้องมองหาวิธีการแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงแต่เปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย สำหรับปัญหาที่เกิดจากภายหลังที่มีคำสั่งของคสช.ฉบับที่ 19 คือปัญหาที่เกิดจากการบริหารงานครู และบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่ต่างๆ ในการจะปรับเปลี่ยนอำนาจบุคลากรของศึกษาธิการในภูมิภาค จากเดิมซึ่งเป็นอำนาจตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาในปี 2547 เป็นอำนาจของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ก็เปลี่ยนแปลงเป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด ด้วยความเห็นชอบของ ก.ศ.จ. ส่งผลให้การบริหารงานบุคคลของเขตพื้นที่เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ทันต่อการแก้ปัญหา แม้อาจจะแก้ปัญหาคอรัปชั่นได้ แต่ความล่าช้า ความเสียหายกับการศึกษานั้นมีความเสียหายมากกว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว จะสั่งการ หรือจะลงโทษในกรณีที่มีความผิดพลาดที่ - ผลของคำสั่งคสช. 19/60 ปลัดกระทรวงศึกษาก็ใช้อำนาจการบริหารงานบุคคลของการศึกษาในภูมิภาคผ่านศึกษาธิการจังหวัด ได้ในฐานะของผู้บังคับบัญชาของศึกษาธิการจังหวัดอยู่แล้ว โดยที่เลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ยังคงมีอำนาจบริหารทั่วไป และมีอำนาจบังคับบัญชา สำนักงานเขตพื้นที่ศึกษาอยู่ จึงเป็นการเพิ่มซ้ำซ้อนให้หน่วยงานของ 2 องค์กรนั้น ทำงานกัน และก่อให้เกิดความล่าช้าเพราะผู้บังคับบัญชาก็สับสนในการที่จะมองว่าอำนาจในการบังคับบัญชา ส่วนอำนาจการบริหารนั้นอยู่คนละองค์กร - การพิจารณาสั่งการบรรจุแต่งตั้งอัตรากำลังข้าราชการครู และบุคลากรการศึกษาที่ขาดแคลนไม่เป็นไปตามกำหนดเวลา ความล่าช้าขาดประสิทธิภาพและส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของกระทรวงศึกษา - อำนาจในการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาในภูมิภาค ตามคำสั่ง 19/60 มีความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน เพิ่มขั้นตอนในการทำงาน ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น จึงควรโอนอำนาจการบริหารงานบุคคลให้กับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาโดยตรง ดังนั้นจึงควรปรับปรุงแก้ไขคำสั่งคสช.ที่ 19/60 คืนอำนาจตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาปี 2547 ที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 และฉบับที่ 4 พ.ศ.2562 ให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นการกระจายอำนาจในการบริหารงานบุคคล การบริหารวิชาการ การบริหารงานทั่วไป และการบริหารงานงบประมาณให้เขตพื้นที่การศึกษาไปปฏิบัติ เพื่อเป็นการที่จะไม่ขัดกับหลักกฎหมายสากลทั่วไปที่ให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารงานบุคคล ซึ่งโดยชอบธรรมแล้วอำนาจในการบริหารบุคคลทุกเรื่องเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง และเกิดความเป็นธรรม เพราะผู้คับบัญชาคือผู้ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา และต้องรับผิดชอบในการบริหารจัดการในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง อีกทั้งผู้บังคับบัญชา และผู้มีอำนาจในการบริหารการจัดการศึกษาเป็นหน่วยงานสังกัดเดียวกัน การให้อำนาจบริหารงานบุคคลเป็นอำนาจของหน่วยงานต่างสังกัดนั้น ไม่เป็นไปตามประเพณีการบริหารราชการ และทำให้เกิดการไม่ยอมรับกันระหว่างข้าราชการของ 2 หน่วยงาน ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษามีหน้าที่ในการจัดการการศึกษาทางด้านบุคลากร งบประมาณ การบริหารทั่วไป โดยให้มีอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ หรือจังหวัด เป็นองค์คณะในการบริหารงานภายใต้การมีส่วนร่วมจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่มัธยม สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และหน่วยงานซึ่งจะส่งผลให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นายสฤษดิ์ บุตรเนียร อภิปรายต่อว่า กระทรวงศึกษาเป็นกระทรวงขนาดใหญ่ ต้องรับผิดชอบบุคลากรถึง 450,000 คน รับผิดชอบกับเยาวชนที่ต้องอยู่ในกระทรวงศึกษาถึง 10 ล้านคน ดังนั้นเชื่อว่าการกระจายอำนาจ เป็นวิธีการที่ดีที่สุด ทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน และทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันแล้วว่าการกระจายอำนาจ สู่เขตพื้นที่สู่โรงเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะการศึกษาจะยึดถือแบบเก่าๆ ที่ผ่านมาในอดีตคงเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลทั้ง 6 ท่าน จึงเห็นพ้องต้องกันว่า เห็นสมควรที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติปี 19/60 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ให้สอดคล้อง และให้คุณภาพการศึกษามีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไปในอนาคต