

17 กันยายน 2564 เวลา 21:00
ส.ส.สฤษดิ์ บุตรเนียร หนุน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้สถานศึกษาเอกชนนั้น อยู่ในการดูแลทัดเทียมเท่ากับหน่วยงานของภาครัฐ ให้ความสำคัญกับการอาชีวศึกษา ควรจะพูดถึงอาชีวศึกษาในด้านของทวิภาคี อย่างชัดเจน
วันที่ 17 กันยายน 2564 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ส.ส.จังหวัดปราจีนบุรีพรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงเรื่อง ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ว่า ส่วนใหญ่ก็จะเห็นจุดเด่นของพระราชบัญญัตินี้ คือ รัฐ ต้องให้ประชาชนได้รับการศึกษา ตามความต้องการ ในระบบต่างๆ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เรียนรู้ตลอดชีวิต จัดให้มี ความร่วมมือระหว่าง รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ที่จะเป็นการจัดการศึกษา อีกทั้งยังให้เป็นไปตามบทบัญญัติของแผนการศึกษาของชาติ นี่คือจุดเด่นที่แตกต่างจากปี 2542
จุดเด่นอีกข้อคือสถาบันพัฒนาหลักสูตร และการเรียนรู้ ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคลภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตามมาตรา 58
จุดเด่นต่อไปคือ ในการที่จะกำหนด หลักสูตรขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเราควรจะมีองค์กรที่มารับผิดชอบอย่างชัดเจนอีกประเด็นหนึ่งคือที่เห็นชัดเจนพอที่จะกล่าวได้ว่าในเมื่อ 5 มาตรา 54 นั้น ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ภาคเอกชนหรือองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นให้เข้ามาร่วมบริหารจัดการแล้ว มาตรา 15, 16 และ 70 ได้บัญญัติไว้ว่า ให้สถานศึกษาเอกชนนั้น อยู่ในการดูแลทัดเทียมเท่ากับหน่วยงานของภาครัฐ ครูพื้นที่จะได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนเท่าเทียมกันกับครูของภาครัฐ ในมาตราที่ 16
ในมาตราที่ 70 คือ สถานศึกษาเอกชน ถึงได้รับการดูแลเท่าเทียมกับโรงเรียนหรือภาครัฐต่างๆ อีกครั้งบางคำที่บอกว่ารักอาจจะเป็นไปได้ไหมที่จะตัดออกไปเพื่อที่จะให้ชัดเจนในการออกกฎหมายต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะมาตราที่ 15 16 และ 70 เชื่อว่าจะทำให้การบริหารงานจัดการของภาคเอกชนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาครัฐในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและต่อไป
สำหรับในเรื่องของการอาชีวศึกษา ในมาตราที่ 71, 72 และ 73 ได้ให้ความสำคัญกับการอาชีวศึกษาซึ่งจะเป็นการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน เพียงแต่อยากจะเสริมเข้าไปว่าในมาตราที่ 72 เราควรจะพูดถึงการศึกษาอาชีวศึกษาในด้านของทวิภาคี อย่างชัดเจน การศึกษาในระบบทวิภาคี จะเป็นตัวกำหนดในการที่จะสร้างสรรค์ เพราะการศึกษาในด้านอาชีวศึกษานั้นทั้งแนวระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง เพื่อให้สอดคล้องกับสมรรถนะกลุ่มผู้เรียน และความต้องการของกำลังคนของประเทศชาติ ในการศึกษาแต่ละระดับ ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสไปฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ และฝึกอาชีพจริงนอกสถานที่ห้องเรียนนี่คือประเด็นจุดเด่นของการศึกษาในด้านอาชีวเพราะสถานประกอบการนั้นที่มาร่วมมือกับภาครัฐในการจัดการทำให้ภาครัฐประหยัดสื่อการเรียนการสอนประหยัดงบประมาณและ ทางภาคสถานประกอบการ ด้านธุรกิจ เป็นผู้ที่รู้ดีว่า ประเทศชาติจะไปทางไหนต้องการแรงงาน ประเภทใด ดังนั้นจึงอยากจะเสนอไปยังคณะกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้น ที่จะนำไปแก้ไขหรือแปรญัตติ ต่อไป ที่จะเสริมเติมเพื่อที่จะให้เกิดความกระจ่าง ชัดเจนเพื่อเป็นการพัฒนาประเทศต่อไป อีกทั้งในมาตราที่เห็นว่าที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่องของการที่จะนำกฎหมายสู่การปฏิบัตินั้นมีปัญหาคือความล่าช้า ในของการกระจายอำนาจ

