23 กันยายน 2564 เวลา 08:34
รมช.กนกวรรณ ร่วมเป็นสักขีพยาน MOU ส่งเสริมการออมในกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเอกชน ปลูกฝังนิสัยอดออมเพื่ออนาคต พร้อมเพิ่มช่องทางสวัสดิการของครู-บุคลากรสร้างความมั่นคงในชีวิต
เมื่อวันพุธที่ 22 กันยายน 2564 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการออม และจัดประชุมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมการออมให้สถานศึกษาเอกชน จำนวน 840 แห่ง ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดย นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) โดย นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากร จากสถานศึกษาเอกชนที่เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย รับมอบนโยบายเพื่อเพื่อประโยชน์แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของการเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ และส่งเสริมการออมเพื่ออนาคต ในสถานศึกษาผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference) ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการวางแผนทางการเงินในกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเอกชน ตลอดจนเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มสวัสดิการให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ดั่งคำพังเพยที่ว่า "มีสลึง พึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์" ซึ่งเป็นการสอนให้คนไทยรู้จักการออม และการบริหารจัดการด้านการเงินของตนเองให้เพียงพอ และพอเพียงในการใช้จ่าย ดังนั้น การส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จึงเป็นทั้งการให้การศึกษา การปฏิบัติจริงในการออม ตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนจนถึงวัยเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ตลอดจนเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้กับนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สช.

ดังนั้น ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ที่มิใช่เป็นเพียงการสะสมเงินเท่านั้น แต่ครูสามารถเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียน สอนและชวนให้นักเรียนลงมือออมจริง ๆ เพื่อปลูกฝังวินัยด้านการออมและการวางแผนทางการเงินตั้งแต่วัยเยาว์ โดย สช.จะขับเคลื่อนนโยบายนี้ในระดับสถานศึกษา และมีการติดตามประเมินผลการส่งเสริมการออมต่อไป ทั้งนี้ การออมกับ กอช. รัฐบาลจะมีเงินสมทบเพิ่มให้กลายเป็นสวัสดิการของทั้งครูและนักเรียน เมื่อมีอายุครบ 60 ปี เงินสะสมและเงินสมทบรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นของผู้ออม ทำให้มีบำนาญใช้เพิ่มความมั่นคงและคุณภาพชีวิตได้

ขอแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและคุณครูทุกคน ที่จะไปดำเนินการส่งเสริมการออมแก่นักเรียนในโรงเรียนเอกชน ในนามของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความขอบคุณครูเอกชนทุกคน ที่ร่วมกันจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อจัดการศึกษาให้กับลูก ๆ นักเรียน ขอให้เรามาร่วมเรียนรู้เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้ด้วยความหนักแน่น และในระยะเวลาอันใกล้ กระทรวงศึกษาธิการได้วางแผนฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนที่มีอายุ 12-18 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และกลับมาจัดการศึกษาในสภาวะปกติใหม่ในเร็ววัน

กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นกองทุนบำนาญพื้นฐานภาคประชาชน ในการดูแลแรงงานนอกระบบให้มีบำนาญ เริ่มเป็นสมาชิกได้ ตั้งแต่วัยเรียนอายุ 15-60 ปี สามารถเริ่มต้นออมเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี ได้เงินสมทบเพิ่มตามช่วงอายุของสมาชิก
อายุ 15 - 30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออมสะสมสูงสุด 600 บาทต่อปี
อายุ >30 - 50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออมสะสมสูงสุด 960 บาทต่อปี
อายุ >50 - 60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออมสะสมสูงสุด 1,200 บาทต่อปี
