ค้านการประมูลคลื่นวิทยุ ! “ดร.มาร์ช เศรษฐพงค์” รับหนังสือ จากภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุฯ ทั่วประเทศ จี้รัฐ หยุด ลิดรอนสิทธิ และปิดกั้นเสรีภาพของสื่อ

ค้านการประมูลคลื่นวิทยุ ! “ดร.มาร์ช เศรษฐพงค์” รับหนังสือ จากภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุฯ ทั่วประเทศ จี้รัฐ หยุด ลิดรอนสิทธิ และปิดกั้นเสรีภาพของสื่อ

วันที่ 28 ตุลาคม 2564 ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา ในฐานะตัวแทนพรรคภูมิใจไทย รับหนังสือร้องเรียนจาก ตัวแทน องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชนแห่งประเทศไทย โดยมีสมาชิกผู้นำองค์กร นายกสมาคมสื่อวิทยุ ประธานชมรมสื่อวิทยุทั่วประเทศที่รวมตัวกัน นำโดยนายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา นายกสมาคมผู้ประกอบการวิทยุเอฟเอ็มภาคใต้, นายพัฒนกฤษ พ่วงทอง นายกสมาคมสถานีวิทยุและโทรทัศน์จังหวัดราชบุรี, นายประสาน สินลิขิตกุล นายกสมาคมสมาพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนไทย ฯลฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการออกประกาศ เป็นคำสั่งทางปกครองจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 โดยองค์การภาคีเครือข่ายฯ พร้อมสถานีวิทยุทั่วประเทศ ได้มีการยื่นหนังสือคัดค้าน กสทช. ขององค์กร, มติ กสทช. ครั้งที่ 18 และร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับประชาชน ซึ่งผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงต้องหยุดออกอากาศที่กำลังส่ง 500 วัตต์ โดยต้องลดกำลังส่งลงเหลือเพียง 100 วัตต์ อันเป็นการลิดรอนสิทธิ และปิดกั้นเสรีภาพของสื่อ เพราะกำลังส่งดังกล่าวไม่สามารถประกอบเป็นธุรกิจได้ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2565 จนถึง 2567 ประเด็นนี้ องค์กรภาคีเครือข่ายฯ พร้อมสถานีวิทยุทั่วประเทศยื่นฟ้องต่อศาลปกครองทั่วประเทศเพื่อให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกประกาศคำสั่งดังกล่าว เพราะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างรอผลการพิจารณา แต่การแก้ปัญหาด้วยการฟ้องศาลปกครองนั้นเป็นเพียงเพื่อการประวิงเวลาให้สถานีวิทยุกระจายเสียงสามารถดำเนินกิจการไปได้ถึงปี พ.ศ. 2567 เท่านั้น เพราะกฎหมายได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ฉบับปี พ.ศ. 2553 ระบุได้ว่า วิทยุประเภทธุรกิจ จะต้องคัดเลือกด้วยวิธีการประมูลเท่านั้น การประมูลจึงเหมาะกับการทำธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้สื่อวิทยุไปตกอยู่กับกลุ่มนายทุนเป็นส่วนใหญ่ ขาดความเป็นธรรม และเป็นการทำให้วิทยุท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับ SME พัฒนาสังคม ความมั่นคงของชาติ รวมถึงการสืบสานรักษาประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะท้องถิ่น ภาษาถิ่น และรวมถึงการส่งเสริมเด็ก และเยาวชน ศิลปินพื้นบ้านให้มีเวทีที่ได้แสดงออกโดยออกอากาศอย่างเสรีจะขาดหายไป เนื่องจากสถานีวิทยุผ่านประมูลเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนสูง จำเป็นจะต้องมีโฆษณา และจำเป็นที่จะต้องคัดสรรรายการที่มีมาตรฐาน มีต้นทุนในการผลิตสูงค่าโฆษณาจึงสูง ค่าเช่าเวลาจึงสูง ถือว่าเป็นการปิดโอกาสของเด็ก และเยาวชนรวมถึงความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงสื่อได้ เพื่อการแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ และผู้ประกอบกิจการวิทยุ FM ทั่วประเทศ ทางองค์กรภาคีเครือข่ายฯ, มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขข้อกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้คณะกรรมการ กสทช. มีช่องทางเปิดโอกาสให้วิทยุท้องถิ่นอยู่ในระบบ FM ได้โดยไม่ต้องประมูล ส่วนสถานีวิทยุกระจายเสียงระดับชาติ ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่เช่นเดียวกับสถานีทีวีดิจิทัล ก็ควรไปอยู่ที่ระบบของวิทยุดิจิทัล ส่วนผู้ประกอบกิจการวิทยุท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม หรืออาจมีเพิ่มเติมในอนาคตก็ให้อยู่ในระบบของสถานีวิทยุกระจายเสียงแบบคลื่น FM โดยไม่ต้องประมูล อย่างไรก็ดี ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวหลังจากที่ได้มีการรับหนังสือเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะมีดำเนินการเรียนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ และดำเนินการในส่วนของนิติบัญญัติ ในการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อไป