ส.ส.ศุภชัย ใจสมุทร อภิปรายร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

ส.ส.ศุภชัย ใจสมุทร อภิปรายร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่า การอภิปรายนี้อาจจะมีการขยายเพิ่มเติมจากหลักการที่ทางรัฐบาลประสงค์ที่จะให้มีการแก้ไข คงเป็นเรื่องความตั้งใจที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีๆ ให้กับศาลยุติธรรมได้นำไปพิจารณา แต่มีอีกมุมมองหนึ่งคือ วันนี้ประเทศของเราก็ใช้เหมือนกันกับสากล คือเรื่องของการถ่วงดุล และคานอำนาจ วันนี้ประเทศไทยของเรา อำนาจอธิปไตยของเรา เราก็ยังมีการถ่วงดุล และมีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน อย่างมีเหตุมีผล และความคิดว่าสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่นี้ ก็โดยในฐานะที่อำนาจอธิปไตย 1 ใน 3 อำนาจ ที่เรากำลังพูดถึงอำนาจอีก อำนาจหนึ่ง คือ ศาล  สำหรับกระบวนการนิติบัญญัติเราก็ทำหน้าที่ของเรา ในฐานะที่จะต้องพิจารณาถึงกฎหมายของอำนาจ อีกอำนาจหนึ่ง คือ อำนาจตุลาการ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คิดว่าประเทศไทยมี แต่ในขณะที่หลายประเทศไม่มี ทุกครั้งที่เห็นคำพิพากษา เราเห็นหมายศาล จะมีถ้อยคำว่า " โดยพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ " เหตุผลเพราะตามประวัติศาสตร์เราได้ติดตามศึกษามาเราก็รู้ว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยของเราตั้งแต่เริ่มต้นมาจากสุโขทัยจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า อำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เป็นพระราชอำนาจ หรือเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่เริ่มแรก และวันนี้จนถึงปัจจุบันนี้ในประเทศไทยในปัจจุบัน ตัวปัจเจกบุคคลของความเป็นผู้พิพากษา ก็ไม่มีอำนาจที่จะตัดสินคดีใคร แต่เป็นการพิพากษาคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อสิ่งที่ท่านเสนอพระราชบัญญัตินี้มา เพื่อจะแต่งตั้ง เพื่อจะถอดถอน และนำความกราบบังคมทูล ในกรณีที่จะต้อง ถอดถอนผู้พิพากษา คิดว่าหลักการนี้เหมาะสมแล้ว ที่จะต้องคงไว้ และดำรงไว้ และนี่คือความเป็นประเทศไทยที่ประเทศอื่นอาจจะไม่มีเหมือนเรา คือการที่เรามีพระมหากษัตริย์อยู่ " วันนี้ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในมาตรา 5 ก็ดี หรืออำนาจต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องในหมวดพระมหากษัตริย์ เราก็พบว่าจริงๆ พระมหากษัตริย์ท่านก็ทรงมีพระราชอำนาจในอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อยู่อย่างชัดเจน สถาบันศาลอย่างเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้เสมอ ความเป็นอิสระ และความเป็นกลางของศาลยังมีอยู่  ส่วนข้อบกพร่องข้อด้อยของปัจเจกบุคคลในศาลก็ไม่ต่างกับความเป็นปัจเจกบุคคลในสภาแห่งนี้ ที่มีคนดีและไม่ดีละคนปนกันอยู่บ้าง แต่ความเป็นส่วนใหญ่ของสถาบันศาลที่เป็นสถาบันที่ดี ยังคงมีอยู่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปเลยนับตั้งแต่มีการก่อตั้งศาลขึ้นมา "  นายศุภชัย กล่าว เรื่องสำคัญ คือ ความเป็นอิสระและความเป็นกลางของศาลประเทศไทย หรือสถาบันตุลาการของประเทศไทย คือ ในฐานะที่เป็นองค์กร คิดว่าองค์กรศาลยังเป็นที่พึ่ง ยังมีความเป็นอิสระ และความเป็นกลาง หรือแม้กระทั่งปัจเจกบุคคล คนที่เป็นผู้พิพากษาก็ยังเป็นที่น่าเชื่อถือ น่าเคารพในการปฏิบัติหน้าที่ เราอย่าเอาข้อยกเว้นบางประการมาเป็นหลัก แต่คิดว่าวันนี้เราจะต้องช่วยกันประคับประคองอำนาจ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ยึดโยง กับประชาชนโดยตรง แต่ก็มิได้หมายความว่า สถาบันศาลจะเป็นสถาบันที่ไม่น่าเป็นที่ไว้วางใจ ไม่น่าเป็นที่เชื่อถือ หรือไม่น่าที่จะเป็นที่เคารพ ซึ่งก็ยืนยันว่าไม่ต่างจากสถาบันของเรา คือ สภาผู้แทนราษฎร หรือสภานิติบัญญัติแห่งนี้ " เรื่องสำคัญที่สุดในเรื่องของเราคือ ประชาชนจะทำอย่างไรที่จะร่วมกันปกป้องสถาบันศาล ให้สถาบันศาล ได้มีโอกาส ในการปฏิบัติหน้าที่ ในการให้ความเป็นกลางอย่างอิสระในการทำหน้าที่ นี่คือหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่เป็นประชาชน หรือในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเราเป็นตัวแทนของประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักและคิดว่าเราจะปล่อยปละละเลย จะว่ากล่าวสถาบันอื่นไปในลักษณะเสียหายที่ไม่ใช่เป็นการที่จะปฏิบัติหน้าที่ หรือการให้คำแนะนำที่ดี คิดว่า สภาแห่งนี้ ก็ไม่พึงจะทำ " " เรื่องสำคัญที่สุด คือ การที่ศาลจะทำหน้าที่โดยปราศจากอคติ และมีความยุติธรรมนั่นคือความหมายที่แท้จริง ที่เราประสงค์ที่อยากให้มีว่า การพิพากษานั้นเป็นการพิพากษาในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และเรื่องนี้ พี่น้องประชาชนทุกคน สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และแม้กระทั่งสถาบันศาลเอง ก็จะต้องสำเหนียก และต้องร่วมกัน ประคับประคอง ให้สิ่งที่เรียนมาข้างต้น ยังเกิดขึ้นได้จริง และยังดำรงอยู่นับจากวันนี้และตลอดไป" นายศุภชัย กล่าว