ส.ส.วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ตั้งกระทู้ถาม รมว.กก.พิพัฒน์ รัชกิจประการ กับมาตรการการเปิดประเทศ และแนวทางป้องกันโรคระบาดโควิด-19

ส.ส.วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ตั้งกระทู้ถาม รมว.กก.พิพัฒน์ รัชกิจประการ กับมาตรการการเปิดประเทศ และแนวทางป้องกันโรคระบาดโควิด-19

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส จังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ตั้งกระทู้ถามมาตราเปิดประเทศ และแนวทางป้องกันโรคระบาดโควิด-19 สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้การกำกับดูแลของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีการตั้งคำถามประเด็นแรก เรื่องของการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และการท่องเที่ยวภายในประเทศ แน่นอนว่าการเปิดประเทศนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในตอนนี้กำลังเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจ และมีผลต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก นอกจากไทยแล้วตอนนี้มีประเทศรอบๆ เราก็ได้ประกาศที่จะทยอยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวบ้างแล้ว เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมไปถึงเวียดนาม ทุกคนรู้ดีว่าภาคการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ ประเทศไทยสามารถสร้างเม็ดเงินได้กว่า 2 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 39 ล้านคน อันนี้จะเป็นสถิติจากปี 2562 ก่อนที่จะเกิดโควิด หลังจากนั้นก็ได้ปิดประเทศไป 2 ปี ไม่ให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากวิกฤตการณ์โควิด กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หลังจากที่ประเทศไทยได้มียอดการฉีดวัคซีนเป็นที่น่าพึงพอใจแล้วจากที่รัฐบาลกำหนดไว้ รวมไปถึงความพร้อมในการรักษา และการเข้าถึงทรัพยากรทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้นและทั่วถึง ทางรัฐบาลเองก็ได้มีการนำร่องให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยในชื่อโครงการว่าภูเก็ต sandbox ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และในเฟสต่อไปก็เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เมื่อ 1 เดือนที่แล้ว เป็นการอนุโลมให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจาก 45 ประเทศ รวมไปถึง 1 เขตการปกครองพิเศษนั่นคือฮ่องกง เดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดนำร่อง 17 จังหวัด โดยที่ไม่ต้องกักตัว แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องฉีดวัคซีนให้ครบโดสก่อน จากวันนั้นถึงตอนนี้นับเป็นระยะเวลา 5 เดือน จะเห็นได้ว่าขณะนี้ประเทศเริ่มคึกคักมากขึ้น มีชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้นร้านอาหารโรงแรมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดมากขึ้น - คำถามแรกที่ต้องการจะถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว คือ จากการเปิดประเทศ รับนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่ผ่านมามีผลชี้วัดเป็นอย่างไรบ้าง ส่งผลต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างไร และมีแผนที่จะขยายขอบเขตโครงการนี้อย่างไรบ้าง และเชื่อว่าการเปิดประเทศ เป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้าคอย ธุรกิจท่องเที่ยวในสาขาทุกอาชีพเริ่มจะมีความหวังมากขึ้น แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่รู้สึกมีความเป็นห่วงเป็นอย่างมาก คือเรื่องของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ ซึ่งการกลายพันธุ์ในครั้งนี้มีนัยยะสำคัญจนถึงขนาดที่ว่าทั่วโลกตอนนี้ออกมาตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และที่สำคัญคือ WHO ก็ได้ออกมาเตือน และได้ออกมาติดตามการระบาดของเชื้อไวรัสอย่างใกล้ชิด เพราะว่าเชื้อตัวนี้สามารถที่จะระบาดได้เร็ว มากกว่า เดลต้า ซึ่งเชื้อตัวนี้ชื่อว่า "โอไมครอน" ซึ่งพบครั้งแรกแถบแอฟริกา จากสถานการณ์นี้ ทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้มีการประเมินสถานการณ์อย่างไร และได้เตรียมแผนรับมือกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยว เรื่องการท่องเที่ยวภายในประเทศ คือ กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบริการ สถานบันเทิง รวมไปถึงสถานที่จัดงานรื่นเริงต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในอุตสาหกรรมนี้ ตั้งแต่เจ้าของกิจการ เจ้าของผับ บาร์ รวมไปถึงบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ นักดนตรี คนทำงานกลางคืน และที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ก็พยายามที่จะออกมาเรียกร้องในเรื่องของการชดเชย แต่ก็ยังไม่ได้เห็นอะไรที่เป็นรูปประธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่จะให้ปิดสถานบันเทิงเข้าใจดีว่าความระบาดของโรครุนแรง แต่ในเมื่อปิดไปแล้วควรที่จะต้องเข้าไปดูแลเขาด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลบอกว่า ขอความร่วมมือให้ปิดสถานบริการ จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมถึงต้องใช้คำว่า "ขอความร่วมมือ" หรือจะเป็นเพราะว่าจะได้ไม่ต้องไปรับภาระเรื่องการจ่ายชดเชย แต่ถ้าผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือสิ่งที่เกิดขึ้นคือก็จะโดนเจ้าหน้าที่เข้าไปกดดัน และดำเนินคดี โดยที่ไม่ได้เข้าไปดูแลเขาเลย เรื่องนี้ควรจะมอง ทั้ง 2 มุม ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย และเรื่องของการดูแลของเขาด้วย อย่างไรก็ดี ทราบว่าทางกระทรวงแรงงาน ได้มีการสำรวจจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพิจารณาในการเยียวยา ซึ่งหากมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก สิ่งที่เยอะตามมาคือ จำนวนงบประมาณที่ตามมา สุดท้ายแล้วก็อาจจะเป็นภาระของรัฐในทางงบประมาณต่อไป - ประเด็นคำถามสุดท้าย คือ ในสถานการณ์ที่ยังไม่มีความแน่นอนเช่นนี้ ทำไมถึงไม่เข้าไปช่วย หรือ ผ่อนปรนมาตรการให้คนกลุ่มนี้ได้ทำมาหากินก่อน ร้านอาหารที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากอนุญาตถึง 21:00 น. ควรเพิ่มหรือขยายชั่วโมงทำมาหากิน ให้ได้ทำมาหากินเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้มีรายรับเข้ากิจการ บางกิจการที่ยังไม่ได้อนุญาตให้เปิดก็เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิด ให้เขาได้ทำมาหากินบ้าง อย่างน้อยอาจจะเป็นการต่อลมหายใจให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการวันนี้คือ การเปิดกิจการมากกว่าเรื่องของการจ่ายชดเชย เพราะทราบอยู่แล้วว่า การจ่ายชดเชยจ่ายได้ไม่เยอะ แต่การขยายเวลาเปิดกิจการจะทำให้เขาสามารถทำมาหากินได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดเป็นการเข้าไปช่วยเหลือโดยที่ไม่ต้องใช้งบ และไม่เป็นภาระทางด้านงบประมาณ