รมช.ศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า การศึกษาเปรียบเสมือนรากแก้ว แผ่ขยายชอนไช เพื่อสร้างการศึกษา การพัฒนาและหล่อหลอมคนทุกช่วงวัย ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ มีสมรรถนะ และมีความสามารถ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะการศึกษาของ กศน. ที่ในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้สถานศึกษาต้องปิด แต่ในขณะเดียวกันการเรียนรู้หยุดไม่ได้ จึงได้ปรับวิธีการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้ง 5 ออน ได้แก่ ออนไลน์ ออนแอร์ ออนแฮนด์ เป็นต้น นอกจากนี้ กศน.ยังมีหลักสูตรการเรียนรู้ที่หลากหลายสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
โดยกลุ่มเป้าหมายในการจัดการศึกษาและเรียนรู้ของ กศน. นับว่ามีความหลากหลายกลุ่ม ทั้งเด็กเร่ร่อน ผู้พิการ ผู้ทำพลาดในสถานพินิจ รวมไปถึงผู้สูงอายุ ที่ยังต้องการการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ดูแลตนเองและครอบครัว รวมทั้งยังมีผู้เรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งล่าสุดผลการสำรวจพบว่า มีจำนวน 238,707 คน ที่มีทั้งเด็กเร่ร่อนและแรงงานรวมอยู่ด้วย กศน.จึงต้องแสดงบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้อย่างเข้มแข็ง ให้กับกลุ่มเป้าหมายหลักของ กศน. คือกลุ่มเด็กวัยเรียนที่ไม่อยู่ในระบบโรงเรียน ประชากรวัยแรงงานที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ผู้เรียนในสถานพินิจ เด็กในศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป เป็นต้น เรียกได้ว่า กศน.จะทำให้คำว่า “ใครอยากเรียนต้องได้เรียน” เกิดขึ้นจริง ซึ่งที่ผ่านมา ในปีงบประมาณ 2564 กศน. ได้ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่คน 8.5 แสนคน การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่คน 6 แสนคน และการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านกิจกรรม โครงการ และบริการในแหล่งเรียนรู้ ให้กับกลุ่มคน 1.5 ล้านคน
แต่ก็ต้องยอมรับว่า อัตรากำลังของ กศน.ที่มีอยู่ใน กศน.ตำบล/แขวง 7,432 แห่ง ซึ่งมีครูประจำตำบลเพียง 1 คน ยังไม่สามารถจัดและให้บริการการศึกษาให้ประชาชนในพื้นที่อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะภารกิจในการค้นหากลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในระดับพื้นที่ ที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษา เพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย “ทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน” ดังนั้น การมีอาสาสมัคร กศน. ที่มาจากทุกตำบล ๆ ละ 3 คน รวม 22,296 คน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยอาสาสมัครส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2564 (ฉบับปรับปรุง) เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเป็นพลังที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลืองาน กศน.ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยจะไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งการค้นหากลุ่มเป้าหมายที่อยู่นอกระบบโรงเรียนในชุมชน/หมู่บ้าน เป็นผู้กระจายข่าวด้านการศึกษา ประชาสัมพันธ์และแนะนำกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมด้านการศึกษา และการเป็นผู้ช่วยเหลือครู กศน.ตำบล ในการจัดกิจกรรมการศึกษาและเรียนรู้ด้วย
"ในนามรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความขอบคุณในน้ำใจและพลังของอาสาสมัครทุกคน ที่จะมาร่วมสร้างโอกาสดี ๆ สร้างโอกาสทางการศึกษา ที่จะร่วมสร้างการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศด้วยหัวใจ ดังคำกล่าวแสดงเจตนาจำนงของตัวแทนแกนนำอาสาสมัครระดับจังหวัด ที่ว่า “เราจะทำความดี เข้าถึง พึ่งได้ ด้วยหัวใจ” นอกจากนี้ ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. .... มีบรรยากาศของการประชุมเป็นไปด้วยความสร้างสรรค์ มีการแสดงความคิดเห็นในรายมาตราอย่างหลากหลาย และมีความก้าวหน้าไปมาก ซึ่งเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะก่อเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการทำงานส่งเสริมการเรียนรู้ของ กศน.ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ และไม่ว่า กศน.จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ปรัชญาและหัวใจของชาว กศน. ที่ต้องการทำเพื่อประชาชน จะไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว 

