โดยนายชยธรรม์ พรหมศร กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงต่อสภามีหลายประเด็นด้วยกัน จำเป็นที่จะต้องขยายความเพื่อความชัดเจนให้ประชาชนเข้าใจ ทั้งในเรื่องของการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศในภาพรวมอย่างเป็นระบบ กระทรวงคมนาคมมีแผนมียุทธศาสตร์ และมีแผนปฏิบัติการรองรับไว้ชัดเจน ตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้มอบนโยบายให้กับทางกระทรวงคมนาคมที่จะไปดำเนินการ ในการวางระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ ทั้งทางการขนส่งคน ขนส่งสินค้า สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ในการพัฒนาประเทศ ที่สำคัญคือเพื่อที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศโดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ โดยกระทรวงคมนาคมมองมิติของการดำเนินการเป็น 2 ส่วน ทั้งในเรื่องของการคมนาคมขนส่งในเมือง และการขนส่งระหว่างเมือง รวมทั้งการเชื่อมการขนส่งสินค้าในภูมิภาคที่จะเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน
ในวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้นำเรียนพี่น้องประชาชนผ่านทางสภาฯ ซึ่งกระทรวงฯ ต้องการแก้ปัญหาที่มีอยู่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เราจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีการทำรถไฟฟ้า 14 สาย ให้เป็นแบบ Network เพื่อที่จะสร้าง และเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของพี่น้องประชาชนจากการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลมาสู่การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ สิ่งสำคัญที่ท่าน รมว.ศักดิ์สยาม ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเราจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงการเดินทางของประชาชนได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา และที่สำคัญ ราคาต้องสมเหตุสมผล มีกระบวนการที่กระทรวงคมนาคมจะต้องดำเนินการอยู่ ในเรื่องของระบบตั๋วร่วม และระบบราคาที่เหมาะสมเป็นธรรม
นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ชี้แจงเรื่องความก้าวหน้าในการดำเนินการของการพัฒนาระบบตั๋วร่วม และอัตราค่าโดยสารร่วมหรืออัตราค่าโดยสารเดียว สำหรับตั๋วร่วมใบเดียวที่ประชาชน หรือคนกรุงเทพฯ สามารถที่จะขึ้นรถโดยสารหรือขึ้นรถไฟฟ้าของรฟม.ได้ทุกสาย ประมาณกลางปีนี้ได้มีการเร่งรัดผลักดันให้สามารถใช้บัตร EMV คือ บัตรที่เป็นเครดิตการ์ด หรือเดบิตการ์ด ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินสด ไม่ต้องรอคิวจ่ายเงิน หรือรอแลกเหรียญอีกต่อไป นี่คือเรื่องของความก้าวหน้าของการใช้บัตรใบเดียวในการขึ้นระบบรถไฟฟ้า รวมไปถึงระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ เช่น รถเมล์ ขสมก. หรือเรือโดยสารสาธารณะ
ประเด็นที่ 2 เรื่องของความก้าวหน้า อัตราค่าโดยสารเดียว คือ พยายามที่จะให้รถไฟฟ้าทุกสายอยู่บนพื้นฐานการคิดราคาค่าโดยสารอันเดียวกัน คิดค่าบริการแรกเข้าเพียงครั้งเดียว เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา มีรถไฟฟ้าอยู่หลายสายที่มีการเซ็นสัญญาสัมปทานไปแล้ว ในตัวสัญญาเองได้ระบุว่า ค่าโดยสารต้องเก็บเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นการที่กระทรวงคมนาคมกำลังขับเคลื่อนในเรื่องของการมีอัตราค่าโดยสารเดียว ยังไม่มีกฎหมายรองรับ สิ่งที่เราทำได้คือ การเร่งรัดการเจรจากับผู้ประกอบการเดินรถต่างๆ เพื่อให้ความร่วมมือกับเรา ตรงนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ว่าเรื่องของการมีอัตราค่าโดยสารเดียว หรือการเก็บแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ยังต้องใช้เวลาในการเจรจาอยู่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ทางสนข. จัดทำร่างพระราชบัญญัติตั๋วร่วมอยู่ ความคืบหน้าใกล้จะเสร็จแล้ว และจะนำเสนอครม. เข้าสู่สภาต่อไป ซึ่งหลังจากที่เรามีพ.ร.บ.ตั๋วร่วม ก็จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้คนที่ประกอบการเดินรถเข้าสู่ขบวนการโดยใช้บัตรเดียวเดินทางได้ แล้วใช้อัตราค่าโดยสารในรูปแบบเดียวกัน เก็บค่าโดยสารแรกเข้าเพียงครั้งเดียว
ด้าน นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดให้ใช้ทดลองในส่วนของการผ่านด่านเก็บเงินแบบไม่มีไม้กั้น หรือใช้เทคโนโลยีมาใช้ในเรื่องของ M-Flow ว่า ในส่วนของกระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือ ระบบ AI ใช้ในส่วนของที่เป็นจุดที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมผ่านทางที่มอเตอร์เวย์ที่สาย M9 หรือวงแหวนตะวันออก บางปะอิน-บางพลี ซึ่งมีอยู่ 4 ด่าน คือ ทับช้าง 1 - ทับช้าง 2 - ธัญบุรี 1 - ธัญบุรี 2 ซึ่งระบบนี้เรียกว่า m-flow ซึ่งกรมทางหลวงได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 63 ประมาณ 2 ปีแล้วในการที่มีการศึกษารูปแบบการออกแบบเทคโนโลยีจนมีความมั่นใจว่าระบบนี้สามารถที่จะนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยความเร็วในเส้นทางมอเตอร์เวย์ กรมทางหลวงได้มีการกำหนดไว้ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นใช้ความเร็วได้เต็มที่ พอผ่านช่องทาง M-Flow ไม่ต้องชะลอความเร็ว สามารถผ่านได้เลย โดยไม่มีไม้กั้น ซึ่งได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 64 มีการศึกษาและดำเนินการภายในปี 64 เป็นต้นมา มีการทดลองใช้ ทดสอบระบบจนมีความพร้อมในการเปิดให้บริการเรียบร้อยแล้วทั้ง 4 ด่าน โดยเปิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ข้อดีคือ ไม่ต้องชะลอความเร็วในการผ่านทาง ซึ่งมีการออกแบบ 4 ช่องจราจร สามารถที่จะรองรับรถต่อช่องได้ 2,500 คัน/ชั่วโมง ข้อดีข้อที่ 2 คือ ใช้ก่อนแล้วจ่ายทีหลัง ซึ่งช่องทางการจ่ายมีหลากหลาย คือ จ่ายครบรอบบิล จ่ายผ่านบัตรเครดิต/เดบิต หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส และ E-Banking ต่างๆ
ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนผู้ใช้ทางผ่าน M9 มาใช้งานในระบบ M-Flow ให้มากยิ่งขึ้น ช่องทาง การใช้ M-Flow ต้องเป็นสมาชิกที่ลงทะเบียนเท่านั้น สำหรับคนที่ยังไม่เป็นสมาชิก และได้หลุดเข้ามาที่ช่อง M-Flow ก็สามารถที่จะชำระเงินภายใน 2 วัน ถึงจะไม่มีค่าปรับ ถ้าหากไม่ชำระภายใน 2 วัน จะเสียเงิน 300 บาท พร้อมค่าผ่านทางอีก 30 บาท เป็น 330 บาท และถ้ายังไม่ชำระอีกภายใน 12 วัน ก็จะมีค่าปรับเพิ่มอีก 200 บาท โดยช่องทางการสมัครคือ Application M-Flow Thai อีกช่องทางหนึ่งคือ LINE OA เพิ่มเพื่อน @mflowthai โดยจะต้องมีการยืนยันตัวตนกับบัตรเครดิตด้วย
ขณะที่ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) กล่าวว่า ในการนำเสนอของกรมท่าอากาศยาน ในสภาวะโควิด ในสภาวะมีมาตรฐานสาธารณสุข ทอท. ดูแลสนามบินทั้งหมด 6 สนามบิน ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ดอนเมือง สุวรรณภูมิ ภูเก็ต หาดใหญ่ ซึ่งตั้งแต่ที่รมว.คค.ศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาดำรงตำแหน่งโดยได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการให้บริการในสนามบินอย่างมาก ช่วงก่อนโควิด สนามบินค่อนข้างแออัด หลังสถานการณ์โควิดก็จะเป็นเรื่องของการให้บริการแบบ New Normal ซึ่งการพัฒนาโดยใช้ระบบเทคโนโลยีแบ่งเป็น 2 ส่วน ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และโลกเสมือนจริง ซึ่งที่สนามบินสุวรรณภูมิเริ่มก่อน จะใช้เทคโนโลยีใหม่ เน้นลดคน, ลดสัมผัส, Social distancing สามารถเช็คอินได้โดยไม่ต้องพบพนักงาน ชำระเงินผ่านบัตรเคดิต หรือเดบิต
สำหรับโลกเสมือนจริง ปัจจุบันอกจากการใช้แอปพลิเคชันในสนามบินแล้ว ก็มีลิงก์กับแอร์พอร์ตลิงก์ และมีลิงก์ของทอท. เรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นสวัสดี by AOT รูปแบบในการทำงานคือการพัฒนาบนโลกเสมือนจริง คอนเซ็ปต์คือสนามบินที่มีชีวิต สามารถที่จะเช็คได้ว่ากระเป๋าที่อยู่บนสายพานถึงแล้วหรือยัง สามารถคุยกับทุกเทคโนโลยีในสนามบินได้ แม้กระทั่งจุดจอดรถ อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมภายใต้การกำกับดูแลของ รมว.ศักดิ์สยาม ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยี ที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางภาคคมนาคมขนส่งให้กับพี่น้องประชาชน
ด้าน ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า จากที่ท่าน รมว.ศักดิ์สยาม ได้ชี้แจงในสภาเรื่องรถไฟไทย-ลาว-จีน ที่เป็นข้อกังวลของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาว่า เกิดความล่าช้าหรือไม่นั้น เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรมว.คค. ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และทาง รมว.คค.ได้มีการชี้แจ้งต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่งตั้ง เป็นคณะกรรมการบูรณาการทุกกระทรวงเป็นทีม Thailand เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข้อกังวลอยู่ 2 เรื่อง คือ 1) รัฐบาลไม่ได้เตรียมพร้อมเลยหรือ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เป็นความจริง โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ปัจจุบันเรามีสะพานข้ามแม่น้ำโขงอยู่แล้ว 1 แห่ง เชื่อมไปที่สถานีรถไฟท่านาแล้ง เวียงจันทน์ เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่มขบวนจาก 4 ขบวน ณ ปัจจุบันเป็น 14 ขบวน แคร่ล้อรับน้ำหนักรถไฟเพิ่มเป็น 25 แคร่ล้อ มีการวางแผน การเชื่อมโยงสถานีขนถ่ายสินค้าระหว่างท่านาแล้งเข้ามาที่หนองคาย เรามีการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีโมบายเอ็กซเรย์ ซึ่งทางท่านรัฐมนตรี ได้สั่งการแล้วว่าต้องมีการพัฒนาย่านสินค้าที่นาทา เพิ่ม การก่อสร้างรถไฟทางคู่จากขอนแก่น ไปหนองคาย กำลังจะเข้าครม.ในเร็วๆ นี้ นี่คือบริบทของการขนส่งสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่าทางเอกชนสามารถจะขนสินค้าเกษตรที่กำลังจะออกในฤดูร้อนนี้ ส่งผ่านรถไฟเส้นนี้ไปทางตอนใต้ของจีนได้ในฤดูกาลผลไม้ที่จะถึง โดยมีการวางแผนกับทุกกระทรวง คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงเกษตรฯ ว่าจะไม่มีการปิดตู้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งอยู่ภาคตะวันออกอยู่แล้ว และลากผ่านสินค้าเกษตรไปตามเส้นทางนี้ไปถึงจีนตอนใต้ได้
จากข้อสงสัยที่ว่า รถไฟจีน-ลาว เปิดปลายเดือนธันวาคม ทำไมประเทศไทยถึงไม่มี เราไม่ได้ด้อยค่ารถไฟจีน-ลาว แต่ทางกระทรวงคมนาคม ชี้แจงให้เห็นถึงความแตกต่างว่ารถไฟจีน-ลาว มีลักษณะแตกต่างกัน โดยรถไฟจีน-ลาว เป็นทางเดี่ยว ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่รถไฟความเร็วสูงที่ประเทศไทยกำลังจะสร้างความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากกรุงเทพฯไปโคราช / โคราชไปหนองคาย / จากกรุงเทพฯไปโคราช เสร็จต้นปี 2569 ไม่ช้าไม่เร็ว แค่อาจจะไม่ทันใจ แต่ยุทธศาสตร์การรางที่ประเทศไทยใช้แตกต่างกัน ประเทศไทยลงทุน 100% ไม่เสียพื้นที่ใดๆ เราลงทุนเอง บริหารจัดการเอง รวมถึงดำเนินการกฎหมายในประเทศไทยครบถ้วน โปร่งใส เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลทั้งหมด เพียงแต่ให้ทางจีนมาช่วยออกแบบในช่วงต้นเท่านั้นเอง เรามีการจัดตั้งสถาบันวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี การขนส่งระบบราง เมื่อปลายปีที่แล้ว การพัฒนาโครงการ มีความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่ากระทรวงคมนาคมได้มีการวางแผนวางยุทธศาสตร์ในการดำเนินการอย่างเป็นระบบ นโยบายต้องดำเนินการทุกอย่างให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย เป็นไปตามมติ ครม. และมีการดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล 
