ในขณะที่ทางพรรคเพื่อไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นแคนดิเดตฯ ประชาธิปัตย์ถูกประเมินว่าเสียงจะร่อยหรอ อีกทั้งสถานภาพนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ก็สั่นคลอนจนถูกมองว่ายากจะเป็นตัวเต็งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ส่วนพรรคก้าวไกลที่มีหัวหน้าชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น แม้กระแสดีไม่มีตก แต่กลับถูกมองว่ามีโอกาสน้อยกว่าใครที่จะได้ร่วมรัฐบาล ด้วยความเกรงว่านโยบายเกี่ยวกับสถาบันหลักของพรรคอาจเป็นอุปสรรคในการประสานความร่วมมือทางการเมือง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลัง “มาแรง”
ผู้สื่อข่าวถือโอกาสก่อนสิ้นปี ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่พบปะประชาชนด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใสในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ถามไถ่ถึงกระแสในช่วงนี้ พร้อมวิสัยทัศน์สำหรับประเทศไทยภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
“อย่างที่ทราบกันว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ไม่ค่อยมีกระแสวูบวาบให้ตื่นเต้น แต่ผมสัมผัสได้จากโพลในชีวิตจริง จากการพบปะกับพี่น้องประชาชนทั้งเวลาลงพื้นที่ และตามถนนหนทางร้านก๋วยเตี๋ยวที่ชอบไปแวะกินว่า มีคนแสดงออกอย่างเป็นมิตรและดีใจที่ได้เจอเรามากขึ้น มีคนมาขอถ่ายรูปมาขอบคุณ อวยพรฝากฝังชาติบ้านเมืองกับเรามากขึ้น สิ่งเหล่านี้แต่ก่อนไม่มี แล้วมามีมากในช่วงครึ่งปีหลังมานี้ เราก็เก็บมาเป็นกำลังใจในการทำงาน”
ส่วนเรื่องนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรค นายอนุทินกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า โชคดีที่พรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน มีความชัดเจนในตัวผู้นำที่จะเป็นแคนดิเดทนายก และเอกภาพภายในพรรคสูงมาก จึงมีความพร้อมในการทำนโยบายเร็ว และสื่อสารออกมาเป็นแพคเกจได้ทันทีที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง โดยนโยบายหลักๆที่ถือเป็นเรือธงของพรรค ได้แก่ นโยบายพักหนี้ “เกษตรร่ำรวย” “กรีนดี อยู่ดี” และ “ทำด้ามขวานไทย เป็นด้ามขวานทอง” ด้วยโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งล้วนแต่มีความเป็นรูปธรรมจับต้องได้ และสื่อสารง่าย
“พรรคเราได้ชื่อว่าเป็นพรรคปฏิบัติการ เราจึงทำทุกอย่างโดยเน้นความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ (practical) อะไรที่พูดแล้วสวยหรูแต่ทำไม่ได้เราไม่พูด พรรคเราต้องพูดแล้วทำ แต่ก่อนจะพูดแล้วทำได้ เราต้องประเมินว่ามีอะไรที่พอจะเป็นไปได้บ้าง แล้วผลักดันตรงนั้น”
นายอนุทินเล่าถึงนโยบายเกษตรร่ำรวย หรือ Contract Farming ที่จะเป็นทางเลือกให้ประชาชน ว่าหลักการคือจะต้องมีพันธะร่วมกันระหว่างรัฐกับเกษตรกร โดยเกษตรกรจะรู้ราคาพืชผลล่วงหน้า แต่หากมีความเสียหายจากความเสี่ยงใดๆที่เกิดขึ้นได้ในการทำไร่ทำนา รัฐก็รับภาระตรงนั้นให้
“เราต้องอย่าลืมว่าเกษตรกรรมสำหรับประเทศนี่ถือเป็นความมั่นคงทางอาหารด้วย เราจะปล่อยพี่น้องชาวไร่ชาวนาไปตามยถากรรมกับความไม่แน่นอนของฟ้าฝนไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งเขาเลิกทำไร่ไถนา คนไทยจะขาดความมั่นคงทางอาหาร ต้องไปพึ่งพาต่างชาติ ในภาวะที่มีความไม่ราบรื่นระหว่างประเทศหรือในยามสงคราม เราก็จะลำบาก ดังนั้นต้องมีการสนับสนุน แต่วิธีไหนเคยทำมาในอดีตแล้วมีปัญหา เราก็ไม่ทำ พรรคภูมิใจไทยก็เลือกวิธีใหม่ที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าทำได้ ภาคเอกชนเขาก็ทำกัน”
นอกจากนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังเล่าว่า แม้นโยบายทั้งหมดจะเป็นไปเพื่อปากท้องของประชาชนเป็นหลัก แต่ก็มีความเชื่อมโยงกับเรื่องที่เป็นวาระระดับนานาชาติด้วย เช่นนโยบาย “กรีนดี อยู่ดี” นั้น นายอนุทิน ขยายความว่า “คำว่า กรีน มาจากคำภาษาอังกฤษที่แปลว่าสีเขียว หมายถึงสิ่งแวดล้อม เราก็มีนโยบายในการช่วยลดมลภาวะและการใช้พลังงาน เช่นจะสนับสนุนการติดแผงโซล่าเซล เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ ลดค่าไฟได้เดือนละ 450 บาท มีเหลือขายให้รัฐได้” นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้า โดยเริ่มจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่จะขายในราคาถูกและผ่อนจ่ายรายเดือนได้เพียงเดือนละหนึ่งร้อยบาท และการปลูกต้นไม้แลกกับเงินจากคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งในการยกระดับคุณภาพชีวิตและประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
“จะเห็นว่าทุกนโยบายของเรามุ่งไปตอบโจทย์เรื่องเดียวกัน คือปากท้องของพี่น้องประชาชน ด้วยวิธีลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ หลักคิดง่ายๆ แค่นี้ เพื่อให้คนไทยมีเงินเหลือในกระเป๋า ไม่ใช่ต้องชักหน้าไม่ถึงหลังกันตลอดเวลา เมื่อมีเงินเหลือในกระเป๋าแล้ว เขาก็ไม่ต้องมีความกังวล สามารถไปพัฒนาศักยภาพ และกิจการของตนเองได้ดีขึ้น เพิ่มความมั่งคั่งให้ครอบครัวได้ ส่วนรัฐก็จะไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับชาติ เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอีกที”
พร้อมเสริมว่า แม้แต่นโยบายทางการสาธารณสุข อย่างการฟอกไตฟรี ให้มีเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งฟรีทุกจังหวัด ศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ ก็ล้วนแต่เป็นการลดภาระให้ประชาชน ทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งพอจะไปทำมาหากินต่อได้
นายอนุทิน ฉายภาพในอนาคต กับวิสัยทัศน์ “ทำด้ามขวานไทย เป็นด้ามขวานทอง” ด้วยโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมองว่าไทยซึ่งมีที่ตั้งอยู่กึ่งกลางอาเซียนนั้น ควรจะต้องมีระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเหมือน “หัวจ่าย” ที่สามารถกระจายสินค้าไปได้ทุกทิศ โดยไม่ต้องขุดคอคอดกระให้เป็นประเด็นเรื่องความมั่นคงกัน แต่ใช้สิ่งที่เรียกว่า วันพอร์ต แลนด์บริดจ์ โดยเชื่อมฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย ซึ่งจะประหยัดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน จากที่เคยต้องแล่นเรืออ้อม ส่งผลให้สินค้าบางอย่างเสียหายได้
“เราต้องมองทุกอย่างเป็นองค์รวม อย่างที่ผ่านมาผมในฐานะรองนายกฯ ได้ดูแลกระทรวงที่มีส่วนกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึงสามกระทรวง คือ สาธารณสุข ท่องเที่ยว และคมนาคม เราเอาทุกอย่างมาเชื่อมกันหมด ทำอย่างไรให้ระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง มีชื่อเสียงจนสร้างความมั่นใจกับนักท่องเที่ยวได้ ช่วงโควิดเราฉวยโอกาสในระหว่างที่มีการล็อคดาวน์ จัดการเดินหน้าโครงการต่างๆเพื่อยกระดับระบบคมนาคมให้ดีขึ้น เราจึงเป็นประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดประเทศหนึ่งในทันทีที่ประกาศเปิดประเทศและลดสถานะของโรคโควิด-19”
นายอนุทิน ย้ำว่า วิสัยทัศน์ในครั้งนี้ของเขาก็เช่นกัน ทุกนโยบายมีความเชื่อมโยงและไปบรรจบกันที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยการลดภาระรายจ่าย สร้างช่องทางในการเพิ่มรายได้ แล้วต่อยอดด้วยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามถึงการต่อสู้ทางการเมืองในศึกการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ว่าภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะจับมือกับพรรคใดเป็นพิเศษบ้างหรือไม่ในการจัดตั้งรัฐบาล ในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นพรรคที่ไร้ขั้ว ไม่แบ่งฝั่งฝ่ายหรือเป็นปัจจัยแห่งความขัดแย้ง นายอนุทินตอบว่า “อย่างที่บอกไปแล้ว ราชสีห์ของหนู คือประชาชน หนูตัวนี้จะไปอยู่ตรงไหนก็ได้ ตราบใดที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง”
พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากเห็นในการเมืองไทยหลังเลือกตั้งรอบนี้คือ “การสลายขั้ว” ประเทศไทยจะได้เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ดังตัวอย่างจากพรรคภูมิใจไทย ที่เมื่อไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน ก็สามารถจะโฟกัสกับการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆได้ หากไร้ซึ่งเอกภาพภายใน ก็คงไม่สามารถเป็นพรรคที่เติบโตมั่นคงมาได้อย่างทุกวันนี้
26 ธันวาคม 2565 เวลา 11:15
วัดวิสัยทัศน์ แคนดิเดตนายก ส่งท้ายปี จับตา “อนุทิน” มาแรง เมื่อประชาชน คือ “ราชสีห์” ของ “หนู”
นับถอยหลังกันเต็มที่อีกไม่เกินสี่เดือนคนไทยก็จะได้เลือกตั้งกัน ก่อนสิ้นปีนี้ถือเป็นจังหวะดีที่จะได้ประเมินกันยกแรก กับวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายก หากนับเฉพาะพรรคที่เปิดตัวกันอย่างชัดเจนจนไม่น่าหลุดโผแล้วและถูกประเมินว่า “มีโอกาส” จะเข้ารอบท้าชิง วันนี้ก็เห็นจะมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายก ของพรรครวมไทยสร้างชาติ
ในขณะที่ทางพรรคเพื่อไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นแคนดิเดตฯ ประชาธิปัตย์ถูกประเมินว่าเสียงจะร่อยหรอ อีกทั้งสถานภาพนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ก็สั่นคลอนจนถูกมองว่ายากจะเป็นตัวเต็งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ส่วนพรรคก้าวไกลที่มีหัวหน้าชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น แม้กระแสดีไม่มีตก แต่กลับถูกมองว่ามีโอกาสน้อยกว่าใครที่จะได้ร่วมรัฐบาล ด้วยความเกรงว่านโยบายเกี่ยวกับสถาบันหลักของพรรคอาจเป็นอุปสรรคในการประสานความร่วมมือทางการเมือง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลัง “มาแรง”
ผู้สื่อข่าวถือโอกาสก่อนสิ้นปี ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่พบปะประชาชนด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใสในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ถามไถ่ถึงกระแสในช่วงนี้ พร้อมวิสัยทัศน์สำหรับประเทศไทยภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
“อย่างที่ทราบกันว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ไม่ค่อยมีกระแสวูบวาบให้ตื่นเต้น แต่ผมสัมผัสได้จากโพลในชีวิตจริง จากการพบปะกับพี่น้องประชาชนทั้งเวลาลงพื้นที่ และตามถนนหนทางร้านก๋วยเตี๋ยวที่ชอบไปแวะกินว่า มีคนแสดงออกอย่างเป็นมิตรและดีใจที่ได้เจอเรามากขึ้น มีคนมาขอถ่ายรูปมาขอบคุณ อวยพรฝากฝังชาติบ้านเมืองกับเรามากขึ้น สิ่งเหล่านี้แต่ก่อนไม่มี แล้วมามีมากในช่วงครึ่งปีหลังมานี้ เราก็เก็บมาเป็นกำลังใจในการทำงาน”
ส่วนเรื่องนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรค นายอนุทินกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า โชคดีที่พรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน มีความชัดเจนในตัวผู้นำที่จะเป็นแคนดิเดทนายก และเอกภาพภายในพรรคสูงมาก จึงมีความพร้อมในการทำนโยบายเร็ว และสื่อสารออกมาเป็นแพคเกจได้ทันทีที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง โดยนโยบายหลักๆที่ถือเป็นเรือธงของพรรค ได้แก่ นโยบายพักหนี้ “เกษตรร่ำรวย” “กรีนดี อยู่ดี” และ “ทำด้ามขวานไทย เป็นด้ามขวานทอง” ด้วยโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งล้วนแต่มีความเป็นรูปธรรมจับต้องได้ และสื่อสารง่าย
“พรรคเราได้ชื่อว่าเป็นพรรคปฏิบัติการ เราจึงทำทุกอย่างโดยเน้นความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ (practical) อะไรที่พูดแล้วสวยหรูแต่ทำไม่ได้เราไม่พูด พรรคเราต้องพูดแล้วทำ แต่ก่อนจะพูดแล้วทำได้ เราต้องประเมินว่ามีอะไรที่พอจะเป็นไปได้บ้าง แล้วผลักดันตรงนั้น”
นายอนุทินเล่าถึงนโยบายเกษตรร่ำรวย หรือ Contract Farming ที่จะเป็นทางเลือกให้ประชาชน ว่าหลักการคือจะต้องมีพันธะร่วมกันระหว่างรัฐกับเกษตรกร โดยเกษตรกรจะรู้ราคาพืชผลล่วงหน้า แต่หากมีความเสียหายจากความเสี่ยงใดๆที่เกิดขึ้นได้ในการทำไร่ทำนา รัฐก็รับภาระตรงนั้นให้
“เราต้องอย่าลืมว่าเกษตรกรรมสำหรับประเทศนี่ถือเป็นความมั่นคงทางอาหารด้วย เราจะปล่อยพี่น้องชาวไร่ชาวนาไปตามยถากรรมกับความไม่แน่นอนของฟ้าฝนไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งเขาเลิกทำไร่ไถนา คนไทยจะขาดความมั่นคงทางอาหาร ต้องไปพึ่งพาต่างชาติ ในภาวะที่มีความไม่ราบรื่นระหว่างประเทศหรือในยามสงคราม เราก็จะลำบาก ดังนั้นต้องมีการสนับสนุน แต่วิธีไหนเคยทำมาในอดีตแล้วมีปัญหา เราก็ไม่ทำ พรรคภูมิใจไทยก็เลือกวิธีใหม่ที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าทำได้ ภาคเอกชนเขาก็ทำกัน”
นอกจากนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังเล่าว่า แม้นโยบายทั้งหมดจะเป็นไปเพื่อปากท้องของประชาชนเป็นหลัก แต่ก็มีความเชื่อมโยงกับเรื่องที่เป็นวาระระดับนานาชาติด้วย เช่นนโยบาย “กรีนดี อยู่ดี” นั้น นายอนุทิน ขยายความว่า “คำว่า กรีน มาจากคำภาษาอังกฤษที่แปลว่าสีเขียว หมายถึงสิ่งแวดล้อม เราก็มีนโยบายในการช่วยลดมลภาวะและการใช้พลังงาน เช่นจะสนับสนุนการติดแผงโซล่าเซล เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ ลดค่าไฟได้เดือนละ 450 บาท มีเหลือขายให้รัฐได้” นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้า โดยเริ่มจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่จะขายในราคาถูกและผ่อนจ่ายรายเดือนได้เพียงเดือนละหนึ่งร้อยบาท และการปลูกต้นไม้แลกกับเงินจากคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งในการยกระดับคุณภาพชีวิตและประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
“จะเห็นว่าทุกนโยบายของเรามุ่งไปตอบโจทย์เรื่องเดียวกัน คือปากท้องของพี่น้องประชาชน ด้วยวิธีลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ หลักคิดง่ายๆ แค่นี้ เพื่อให้คนไทยมีเงินเหลือในกระเป๋า ไม่ใช่ต้องชักหน้าไม่ถึงหลังกันตลอดเวลา เมื่อมีเงินเหลือในกระเป๋าแล้ว เขาก็ไม่ต้องมีความกังวล สามารถไปพัฒนาศักยภาพ และกิจการของตนเองได้ดีขึ้น เพิ่มความมั่งคั่งให้ครอบครัวได้ ส่วนรัฐก็จะไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับชาติ เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอีกที”
พร้อมเสริมว่า แม้แต่นโยบายทางการสาธารณสุข อย่างการฟอกไตฟรี ให้มีเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งฟรีทุกจังหวัด ศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ ก็ล้วนแต่เป็นการลดภาระให้ประชาชน ทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งพอจะไปทำมาหากินต่อได้
นายอนุทิน ฉายภาพในอนาคต กับวิสัยทัศน์ “ทำด้ามขวานไทย เป็นด้ามขวานทอง” ด้วยโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมองว่าไทยซึ่งมีที่ตั้งอยู่กึ่งกลางอาเซียนนั้น ควรจะต้องมีระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเหมือน “หัวจ่าย” ที่สามารถกระจายสินค้าไปได้ทุกทิศ โดยไม่ต้องขุดคอคอดกระให้เป็นประเด็นเรื่องความมั่นคงกัน แต่ใช้สิ่งที่เรียกว่า วันพอร์ต แลนด์บริดจ์ โดยเชื่อมฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย ซึ่งจะประหยัดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน จากที่เคยต้องแล่นเรืออ้อม ส่งผลให้สินค้าบางอย่างเสียหายได้
“เราต้องมองทุกอย่างเป็นองค์รวม อย่างที่ผ่านมาผมในฐานะรองนายกฯ ได้ดูแลกระทรวงที่มีส่วนกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึงสามกระทรวง คือ สาธารณสุข ท่องเที่ยว และคมนาคม เราเอาทุกอย่างมาเชื่อมกันหมด ทำอย่างไรให้ระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง มีชื่อเสียงจนสร้างความมั่นใจกับนักท่องเที่ยวได้ ช่วงโควิดเราฉวยโอกาสในระหว่างที่มีการล็อคดาวน์ จัดการเดินหน้าโครงการต่างๆเพื่อยกระดับระบบคมนาคมให้ดีขึ้น เราจึงเป็นประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดประเทศหนึ่งในทันทีที่ประกาศเปิดประเทศและลดสถานะของโรคโควิด-19”
นายอนุทิน ย้ำว่า วิสัยทัศน์ในครั้งนี้ของเขาก็เช่นกัน ทุกนโยบายมีความเชื่อมโยงและไปบรรจบกันที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยการลดภาระรายจ่าย สร้างช่องทางในการเพิ่มรายได้ แล้วต่อยอดด้วยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามถึงการต่อสู้ทางการเมืองในศึกการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ว่าภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะจับมือกับพรรคใดเป็นพิเศษบ้างหรือไม่ในการจัดตั้งรัฐบาล ในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นพรรคที่ไร้ขั้ว ไม่แบ่งฝั่งฝ่ายหรือเป็นปัจจัยแห่งความขัดแย้ง นายอนุทินตอบว่า “อย่างที่บอกไปแล้ว ราชสีห์ของหนู คือประชาชน หนูตัวนี้จะไปอยู่ตรงไหนก็ได้ ตราบใดที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง”
พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากเห็นในการเมืองไทยหลังเลือกตั้งรอบนี้คือ “การสลายขั้ว” ประเทศไทยจะได้เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ดังตัวอย่างจากพรรคภูมิใจไทย ที่เมื่อไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน ก็สามารถจะโฟกัสกับการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆได้ หากไร้ซึ่งเอกภาพภายใน ก็คงไม่สามารถเป็นพรรคที่เติบโตมั่นคงมาได้อย่างทุกวันนี้
ในขณะที่ทางพรรคเพื่อไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นแคนดิเดตฯ ประชาธิปัตย์ถูกประเมินว่าเสียงจะร่อยหรอ อีกทั้งสถานภาพนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ก็สั่นคลอนจนถูกมองว่ายากจะเป็นตัวเต็งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ส่วนพรรคก้าวไกลที่มีหัวหน้าชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น แม้กระแสดีไม่มีตก แต่กลับถูกมองว่ามีโอกาสน้อยกว่าใครที่จะได้ร่วมรัฐบาล ด้วยความเกรงว่านโยบายเกี่ยวกับสถาบันหลักของพรรคอาจเป็นอุปสรรคในการประสานความร่วมมือทางการเมือง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลัง “มาแรง”
ผู้สื่อข่าวถือโอกาสก่อนสิ้นปี ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่พบปะประชาชนด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใสในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ถามไถ่ถึงกระแสในช่วงนี้ พร้อมวิสัยทัศน์สำหรับประเทศไทยภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
“อย่างที่ทราบกันว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ไม่ค่อยมีกระแสวูบวาบให้ตื่นเต้น แต่ผมสัมผัสได้จากโพลในชีวิตจริง จากการพบปะกับพี่น้องประชาชนทั้งเวลาลงพื้นที่ และตามถนนหนทางร้านก๋วยเตี๋ยวที่ชอบไปแวะกินว่า มีคนแสดงออกอย่างเป็นมิตรและดีใจที่ได้เจอเรามากขึ้น มีคนมาขอถ่ายรูปมาขอบคุณ อวยพรฝากฝังชาติบ้านเมืองกับเรามากขึ้น สิ่งเหล่านี้แต่ก่อนไม่มี แล้วมามีมากในช่วงครึ่งปีหลังมานี้ เราก็เก็บมาเป็นกำลังใจในการทำงาน”
ส่วนเรื่องนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรค นายอนุทินกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า โชคดีที่พรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน มีความชัดเจนในตัวผู้นำที่จะเป็นแคนดิเดทนายก และเอกภาพภายในพรรคสูงมาก จึงมีความพร้อมในการทำนโยบายเร็ว และสื่อสารออกมาเป็นแพคเกจได้ทันทีที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง โดยนโยบายหลักๆที่ถือเป็นเรือธงของพรรค ได้แก่ นโยบายพักหนี้ “เกษตรร่ำรวย” “กรีนดี อยู่ดี” และ “ทำด้ามขวานไทย เป็นด้ามขวานทอง” ด้วยโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งล้วนแต่มีความเป็นรูปธรรมจับต้องได้ และสื่อสารง่าย
“พรรคเราได้ชื่อว่าเป็นพรรคปฏิบัติการ เราจึงทำทุกอย่างโดยเน้นความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ (practical) อะไรที่พูดแล้วสวยหรูแต่ทำไม่ได้เราไม่พูด พรรคเราต้องพูดแล้วทำ แต่ก่อนจะพูดแล้วทำได้ เราต้องประเมินว่ามีอะไรที่พอจะเป็นไปได้บ้าง แล้วผลักดันตรงนั้น”
นายอนุทินเล่าถึงนโยบายเกษตรร่ำรวย หรือ Contract Farming ที่จะเป็นทางเลือกให้ประชาชน ว่าหลักการคือจะต้องมีพันธะร่วมกันระหว่างรัฐกับเกษตรกร โดยเกษตรกรจะรู้ราคาพืชผลล่วงหน้า แต่หากมีความเสียหายจากความเสี่ยงใดๆที่เกิดขึ้นได้ในการทำไร่ทำนา รัฐก็รับภาระตรงนั้นให้
“เราต้องอย่าลืมว่าเกษตรกรรมสำหรับประเทศนี่ถือเป็นความมั่นคงทางอาหารด้วย เราจะปล่อยพี่น้องชาวไร่ชาวนาไปตามยถากรรมกับความไม่แน่นอนของฟ้าฝนไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งเขาเลิกทำไร่ไถนา คนไทยจะขาดความมั่นคงทางอาหาร ต้องไปพึ่งพาต่างชาติ ในภาวะที่มีความไม่ราบรื่นระหว่างประเทศหรือในยามสงคราม เราก็จะลำบาก ดังนั้นต้องมีการสนับสนุน แต่วิธีไหนเคยทำมาในอดีตแล้วมีปัญหา เราก็ไม่ทำ พรรคภูมิใจไทยก็เลือกวิธีใหม่ที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าทำได้ ภาคเอกชนเขาก็ทำกัน”
นอกจากนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังเล่าว่า แม้นโยบายทั้งหมดจะเป็นไปเพื่อปากท้องของประชาชนเป็นหลัก แต่ก็มีความเชื่อมโยงกับเรื่องที่เป็นวาระระดับนานาชาติด้วย เช่นนโยบาย “กรีนดี อยู่ดี” นั้น นายอนุทิน ขยายความว่า “คำว่า กรีน มาจากคำภาษาอังกฤษที่แปลว่าสีเขียว หมายถึงสิ่งแวดล้อม เราก็มีนโยบายในการช่วยลดมลภาวะและการใช้พลังงาน เช่นจะสนับสนุนการติดแผงโซล่าเซล เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ ลดค่าไฟได้เดือนละ 450 บาท มีเหลือขายให้รัฐได้” นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้า โดยเริ่มจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่จะขายในราคาถูกและผ่อนจ่ายรายเดือนได้เพียงเดือนละหนึ่งร้อยบาท และการปลูกต้นไม้แลกกับเงินจากคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งในการยกระดับคุณภาพชีวิตและประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
“จะเห็นว่าทุกนโยบายของเรามุ่งไปตอบโจทย์เรื่องเดียวกัน คือปากท้องของพี่น้องประชาชน ด้วยวิธีลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ หลักคิดง่ายๆ แค่นี้ เพื่อให้คนไทยมีเงินเหลือในกระเป๋า ไม่ใช่ต้องชักหน้าไม่ถึงหลังกันตลอดเวลา เมื่อมีเงินเหลือในกระเป๋าแล้ว เขาก็ไม่ต้องมีความกังวล สามารถไปพัฒนาศักยภาพ และกิจการของตนเองได้ดีขึ้น เพิ่มความมั่งคั่งให้ครอบครัวได้ ส่วนรัฐก็จะไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับชาติ เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอีกที”
พร้อมเสริมว่า แม้แต่นโยบายทางการสาธารณสุข อย่างการฟอกไตฟรี ให้มีเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งฟรีทุกจังหวัด ศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ ก็ล้วนแต่เป็นการลดภาระให้ประชาชน ทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งพอจะไปทำมาหากินต่อได้
นายอนุทิน ฉายภาพในอนาคต กับวิสัยทัศน์ “ทำด้ามขวานไทย เป็นด้ามขวานทอง” ด้วยโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมองว่าไทยซึ่งมีที่ตั้งอยู่กึ่งกลางอาเซียนนั้น ควรจะต้องมีระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเหมือน “หัวจ่าย” ที่สามารถกระจายสินค้าไปได้ทุกทิศ โดยไม่ต้องขุดคอคอดกระให้เป็นประเด็นเรื่องความมั่นคงกัน แต่ใช้สิ่งที่เรียกว่า วันพอร์ต แลนด์บริดจ์ โดยเชื่อมฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย ซึ่งจะประหยัดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน จากที่เคยต้องแล่นเรืออ้อม ส่งผลให้สินค้าบางอย่างเสียหายได้
“เราต้องมองทุกอย่างเป็นองค์รวม อย่างที่ผ่านมาผมในฐานะรองนายกฯ ได้ดูแลกระทรวงที่มีส่วนกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึงสามกระทรวง คือ สาธารณสุข ท่องเที่ยว และคมนาคม เราเอาทุกอย่างมาเชื่อมกันหมด ทำอย่างไรให้ระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง มีชื่อเสียงจนสร้างความมั่นใจกับนักท่องเที่ยวได้ ช่วงโควิดเราฉวยโอกาสในระหว่างที่มีการล็อคดาวน์ จัดการเดินหน้าโครงการต่างๆเพื่อยกระดับระบบคมนาคมให้ดีขึ้น เราจึงเป็นประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดประเทศหนึ่งในทันทีที่ประกาศเปิดประเทศและลดสถานะของโรคโควิด-19”
นายอนุทิน ย้ำว่า วิสัยทัศน์ในครั้งนี้ของเขาก็เช่นกัน ทุกนโยบายมีความเชื่อมโยงและไปบรรจบกันที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยการลดภาระรายจ่าย สร้างช่องทางในการเพิ่มรายได้ แล้วต่อยอดด้วยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามถึงการต่อสู้ทางการเมืองในศึกการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ว่าภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะจับมือกับพรรคใดเป็นพิเศษบ้างหรือไม่ในการจัดตั้งรัฐบาล ในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นพรรคที่ไร้ขั้ว ไม่แบ่งฝั่งฝ่ายหรือเป็นปัจจัยแห่งความขัดแย้ง นายอนุทินตอบว่า “อย่างที่บอกไปแล้ว ราชสีห์ของหนู คือประชาชน หนูตัวนี้จะไปอยู่ตรงไหนก็ได้ ตราบใดที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง”
พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากเห็นในการเมืองไทยหลังเลือกตั้งรอบนี้คือ “การสลายขั้ว” ประเทศไทยจะได้เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ดังตัวอย่างจากพรรคภูมิใจไทย ที่เมื่อไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน ก็สามารถจะโฟกัสกับการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆได้ หากไร้ซึ่งเอกภาพภายใน ก็คงไม่สามารถเป็นพรรคที่เติบโตมั่นคงมาได้อย่างทุกวันนี้