“อนุทิน” โชว์วิชั่นงาน World Economic Forum ชูจุดแข็งอาเซียน โดดเด่นน่าลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ การคมนาคมระดับภูมิภาค

“อนุทิน” โชว์วิชั่นงาน World Economic Forum ชูจุดแข็งอาเซียน โดดเด่นน่าลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ การคมนาคมระดับภูมิภาค

18 มกราคม 2566 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (ประจำนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) เปิดเผยบรรยากาศการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งนายอนุทิน ได้เข้าร่วมในฐานะตัวแทนประเทศไทย การประชุมหัวข้อ “แรงดึงดูดของอาเซียน” นายอนุทิน ได้กล่าวถึงจุดแข็งของอาซียน และประเทศไทย ในด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน ซึ่งนายอนุทินได้ทำหน้าที่เป็นผู้ผลักดันอาเซียน สู่เวทีโลก มีผู้บริหารจากองค์กรนานาชาติ เข้าร่วมประชุมจำนวนมาก อาทิ เมอริท แจนาว ประธานบริษัท มาสเตอร์การ์ด, ลูฮุท บี ปานใจตัน รัฐมนตรีจากกระทรวงประสานงานกิจการทางทะเลและการลงทุน ของอินโดนีเซีย, จิดีออน ราชแมน บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ เดอะไฟแนนเชียล ไทมส์ และเทเรสิตา ไซโคซอน รองประธานบริษัท เอสเอ็ม อินเวสท์เมนท์ คอร์ปอเรชัน จากฟิลิปปินส์ นายพลพีร์ เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ถึงความสามารถในการปรับตัวของอาเซียน ต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะเผชิญกับวิกฤตความขัดแย้ง และวิกฤตโรคระบาด ก็สามารถรับมือได้อย่างน่าชื่นชม ผ่านการให้ความร่วมมือระหว่างกัน เป็นอย่างดี อาทิ ด้านการสาธารณสุข ที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของสำนักงานเลขาธิการของศูนย์อาเซียนด้านการรับมือกับภาวะฉุกเฉินและโรคอุบัติใหม่ (ACPHEED) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการรับมือกับความท้าทายทางสาธารณสุขของภูมิภาคในอนาคต ในส่วนของศักยภาพเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน รองนายกฯ อนุทิน ขอให้จับตาดูโครงการแลนด์บริดจ์ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการเสริมศักยภาพในภูมิภาคอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการขนส่ง โดยโครงการแลนด์บริดจ์ สามารถช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณที่ใช้ในการขนส่งสินค้าข้ามสองฟากฝั่งมหาสมุทรระหว่างอันดามันกับอ่าวไทย ที่จะเป็นโอกาสกับไทย และกับทั้งภูมิภาค “นายอนุทินเน้นย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ความเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ ซึ่งดึงดูดการลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และไทยจะเป็นประเทศปลายทางสำหรับประชากรโลกที่มองหาสถานศึกษาด้านการแพทย์ สถานที่พักผ่อนท่องเที่ยงเชิงสุขภาพ การรักษาพยาบาลทั้งด้วยนวัตกรรมใหม่และการรักษาแผนโบราณหรือบูรณาการ และการแสวงหาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพรวมถึงสมุนไพรด้วย”