นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงคมนาคมมีความยินดีกับคณะผู้ตรวจประเมินและหน่วยงานที่เข้าร่วมรับการตรวจประเมินต่อความสำเร็จในการตรวจประเมิน IMSAS หลังจากประเทศไทยได้เข้าร่วมการตรวจประเมิน ระหว่างวันที่ 20 - 27 กุมภาพันธ์ 2566 โดยประเทศไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization : IMO) เป็นหน่วยงานพิเศษของสหประชาชาติที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและประสานมาตรฐานสำหรับความปลอดภัย ความมั่นคงของการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ และการป้องกันมลพิษทางทะเลโดยเรือ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิก IMO ตั้งแต่ปี 2516 และได้ปรับปรุงมาตรฐานการเดินเรือ เพื่อความปลอดภัยและการป้องกันสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพัฒนากระบวนการเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานทางทะเลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจถึงการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ตราสาร IMO
สำหรับโครงการตรวจสอบประเทศสมาชิกองค์การทางทะเลระหว่างประเทศภาคบังคับ เป็นมาตรการเชิงบวกของ IMO ในการยกระดับการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านความปลอดภัยและการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมทั้งเป็นการรวบรวมผลการปฏิบัติจากประเทศสมาชิกต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลการจัดทำโครงการช่วยเหลือทางวิชาการให้ประเทศสมาชิกได้พัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาได้โดยไม่ทิ้งประเทศใดไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งประเทศสมาชิกจะนำผลของการตรวจประเมินเกี่ยวกับการดำเนินการในฐานะรัฐเจ้าของธง (Flag State) รัฐเจ้าของท่าเรือ (Port State) และรัฐชายฝั่ง (Coastal State) ไปปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยจะมีการตรวจสอบและติดตามการดำเนินการเป็นระยะเวลาทุก 7 ปี เพื่อให้เกิดการปรับปรุงการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่องให้มีประสิทธิภาพ และพัฒนาการขนส่งทางน้ำของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ทางคณะผู้ตรวจประเมินจาก IMO ได้แสดงความชื่นชมว่า ประเทศไทยมีระบบการปฏิบัติงานที่โดดเด่นในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 4 เรื่อง ได้แก่
1. การใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับข้อบกพร่องของเครื่องหมายช่วยการเดินเรือ (Aids to Navigation: AtoN) ทำให้สามารถซ่อมบำรุงเครื่องหมายการเดินเรือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
2. การนำระบบบูรณาการข้อมูลกิจการทางทะเล (Thai Integrated Shipping Information System: THISIS [ธีซิส]) มาใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล และกำกับดูแลการดำเนินการตามตัวชี้วัด (KPI) ทำให้ประเทศไทยสามารถดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3. การนำระบบ MSI Platform มาใช้ในการให้ข้อมูลด้านความปลอดภัยทางทะเล โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของไทย อาทิเช่น กรมเจ้าท่า กรมอุทกศาสตร์ กรมอุตุนิยมวิทยา สถานีวิทยุ Bangkok Radio และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทำให้การให้ข้อมูลมีความเบ็ดเสร็จ รวดเร็ว ทันกับสถานการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของ IMO
4. การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการควบคุมความปลอดภัยและการจราจรทางน้ำ ซึ่งปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง ในการเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินเรือ การป้องกันการเกิดมลพิษทางน้ำ และการให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กล่าวขอบคุณคณะผู้ตรวจประเมินที่ได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งให้คำแนะนำแก่ประเทศไทยในการดำเนินการตามตราสารของ IMO เพื่อพัฒนา การขนส่งทางน้ำของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
