สส.สฤษดิ์ อภิปรายรับทราบรายงานกองทุน กอช. พร้อมเป็นกำลังใจและสนับสนุน กอช.ให้มีการปรับปรุงพัฒนา ในด้านการสื่อสารการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้

สส.สฤษดิ์ อภิปรายรับทราบรายงานกองทุน กอช. พร้อมเป็นกำลังใจและสนับสนุน กอช.ให้มีการปรับปรุงพัฒนา ในด้านการสื่อสารการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้

สส.สฤษดิ์ อภิปรายรับทราบรายงานกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ปี 2558-2559 พร้อมเป็นกำลังใจและสนับสนุน กอช.ให้มีการปรับปรุงพัฒนา ในด้านการสื่อสารการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้ 10 สิงหาคม 2566 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส. จังหวัดปราจีนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายรับทราบรายงานกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ปี 58-59 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีประชากรผู้สูงอายุมากขึ้นถึง 14 ล้านคน ทั้งนี้นโยบาย และวัตถุประสงค์ของกอช. เป็นสิ่งที่ดีงาม เพราะอย่างน้อยที่สุดประชากรที่พึ่งพาตนเองได้ในยามสูงอายุมีไม่ถึง 1% ที่จะช่วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด ดังนั้นการออมก็เป็นวิธีและช่องทางทางหนึ่ง ที่รัฐบาลพยายามที่จะสนับสนุนให้ผู้สูงวัยนั้นได้พึ่งพาตนเอง สำหรับผู้สูงวัยซึ่งอยู่คนเดียว หรืออยู่ 2 คนตายาย มีจำนวนมากขึ้น ประมาณ 4 ล้านครอบครัว แล้วใครจะดูแล นอกจากการเตรียมตัว แต่กองทุนกอช. เป็นกองทุนใหม่ เริ่มต้นการหาสมาชิกในปี 2558 เพียง 8 ปีเท่านั้น อาจจะมีข้อบกพร่องในการทำงานหลัก แต่วัตถุประสงค์ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้คอมเม้นท์ไปก็เป็นสิ่งที่ดีเพื่อที่จะให้ทุกความคิดนำเสนอเป็นสิ่งที่ดีงาม จากสมาชิกเริ่มต้นในปี 2558 ประมาณ 400,000 คนนั้น เป็นการจัดตั้ง ของแรงงานนอกระบบ เท่านั้น และมีข้อจำกัดหลายๆอย่างซึ่งกระทรวงการคลังได้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องของอายุที่จะให้เพียง 60 ปีเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงไป ค่าอายุเฉลี่ย ถึง 70 ถึง 80 ปี ขณะเดียวกันกองทุนกอช.นี้ กำหนดให้ส่งเพียงถึงอายุแค่ 60 ปี จึงอยากเห็นว่า ในสภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำไมข้อกฎเกณฑ์กติกา หรือเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังเขียนไว้ ก็น่าจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้สูงวัยในปัจจุบันนี้มีเป็นจำนวนมากที่ยังอยู่ในตลาดแรงงาน และต้องพึ่งพาตนเองด้วยการทำงาน จึงน่าจะเพิ่มอายุในการส่ง หรือเงินออมมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเงินกองทุนนี้ เป็นการออมภาคสมัครใจ ซึ่งบางทีคิดว่าไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทย น่าจะมีเงื่อนไข มีแรงจูงใจ สมัครใจในเชิงบังคับ และจูงใจให้มีความรู้สึกว่า มีการออม อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบันสมาชิกที่เข้ามาร่วมอยู่ในวงการการออมนี้เชื่อว่าการประชาสัมพันธ์ หรือการสื่อสาร การเข้าถึง ผู้สูงวัยหรือประชาชนทุกช่วงวัยตั้งแต่ 15 ปี คิดว่ายังน้อยไป โดยเฉพาะอายุตั้งแต่ 15 ถึง 20 อยู่ในวัยการศึกษา คิดว่าน่าจะบรรจุเข้าไปในหลักสูตร หรือส่งเสริมเด็กๆ ในขณะเดียวกันเชื่อว่า ในสังคมปัจจุบันเด็กยังไม่มีรายได้ ก็อาจจะมีข้อจำกัดในหลายๆ อย่าง ขณะเดียวกันผู้สูงอายุโดยเฉพาะการที่สังคมผู้สูงอายุวันนี้มีบุตรช้า มีภาระที่จะส่งเสียลูกหลานเล่าเรียนจนอายุเกือบ 60 พออายุ 60 ก็เริ่มที่จะสบายตัว พอที่จะออมได้ ก็ถูกขีดจำกัด โดยเงื่อนไขข้อบังคับของกองทุนเงินออม ดังนั้นสิ่งที่ควรจะแก้ไขคือกฎระเบียบข้อบังคับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะผู้สูงวัยน่าจะเพิ่ม จากเมื่อก่อน 50 - 60 ปี เป็น 60-70 ปี เพื่อให้เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในชนบท นอกจากนี้ นายสฤษดิ์ ยังอภิปรายต่ออีกว่า ในเรื่องของประกันสังคมมาตรา 40 อันนี้ได้เห็นว่า เขาได้ให้เงื่อนไข สวัสดิการชดเชยเรื่องของเวลาที่เจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตค่าทำศพ กองทุนเงินออมแห่งชาติ น่าจะบริหารให้เงื่อนไขที่ดีเพื่อเป็นการกระตุ้น ซึ่งเชื่อว่ากองทุนนี้เพื่อผู้สูงวัยอยู่แล้ว เป็นทางออกของสังคม เพื่อลดภาระ เป็นสวัสดิการที่ดี อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีการถูกตำหนิติติงอย่างไร ขอเป็นกำลังใจให้กับกองทุนนี้ เพียงแต่ให้รับฟังข้อเสนอแนะ  ข้อแนะนำของสมาชิกทุกคน ที่ล้วนแล้วแต่มองว่าเงินทุกบาทสตางค์ที่เข้ามาสู่การสมทบ ตั้งแต่ทุกๆ ช่วงวัย ที่ไม่เท่ากันนั้น เป็นเงินของประเทศชาติ ควรจะมองถึงประโยชน์ ที่จะให้และประโยชน์อันนี้ คือการช่วยประเทศชาติในทางตรง ในสังคมผู้สูงวัยต้องการดูแลที่ดี ดังนั้นมาตรา 40 ของประกันสังคมนี้ จึงอยากจะให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะสมัครได้ทุกๆ กองทุน ที่เขามีความสามารถ ส่วนเรื่องเพดานหรือ Maximum ที่ออมนั้น เห็นด้วยว่าควรที่จะมีเพดาน มิฉะนั้นแล้วจะเป็นช่องทาง ของคนมีเงิน มากๆ ฝากเพื่อต้องการเงินสมทบ 100% จากงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นจึงขอฝากผ่านไปยังกองทุน ขอเป็นกำลังใจ เพราะกองทุนนี้เป็นสวัสดิการที่ดีเพื่อประโยชน์ของสังคมผู้สูงอายุ เป็นทางเลือก และให้ประชาชนที่มีโอกาสที่เข้าถึงสวัสดิการอย่างดี