11 สิงหาคม 2566 เวลา 14:50
“สฤษดิ์” อภิปราย เรื่อง กสศ. เสนอโครงการครูในถิ่น พัฒนา-ให้งานทำ-อยู่ในถิ่น ตรงประเด็นกับความต้องการของชุมชนที่แท้จริง ยัน หัวใจของการเรียนที่ดีสำหรับเด็กเล็กที่มีคุณภาพที่สุด คือ “ครู”
“สฤษดิ์” อภิปรายเรื่องกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา วอน รัฐ พิจารณาโครงการที่จำเป็นที่สุดที่กองทุนฯ รีบด่วน และมีคุณค่า คือ ทำโครงการครูในถิ่น พัฒนา-ให้งานทำ-แล้วอยู่ในถิ่น ซึ่งตรงประเด็น กับความต้องการของชุมชนที่แท้จริง สำหรับหัวใจของการเรียนที่ดีสำหรับเด็กเล็ก ก่อนประถม หรือ เด็กป.1 ที่มีคุณภาพที่สุด คือต้องการ “ครู”

11 สิงหาคม 2566 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ปราจีนฯ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายรับทราบรายงานประจำปี เรื่องกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่เกิดขึ้นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 โดยนายสฤษดิ์ ได้อภิปรายถึงความเสมอภาคทางการศึกษา ว่า การให้ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงเสมอภาค และความเหลื่อมล้ำในการศึกษา ซึ่งที่พยายามจะบอกว่าความไม่เท่าเทียมในทางการศึกษาอันเนื่องมาจากคุณภาพและมาตรฐานทางการศึกษา โดยคำพูดทุกคำพูด ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดมา แล้วก็ตั้งกองทุนขึ้นมา เพื่อจะให้ลดความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความเสมอภาค ซึ่งตนคิดว่า ยิ่งตั้งกองทุนแห่งความเสมอภาค ยิ่งเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ยิ่งเกิดความไม่เสมอภาค เพราะที่มีอยู่แล้วก็ไม่ได้เสมอภาคอยู่แล้ว ในกองทุนเพื่อความเสมอภาค ท่านพยายามจะบอกว่าเราได้งบประมาณมาน้อย คนก็น้อย เงินก็น้อย การทำงานก็ยากลำบาก การศึกษาในวันนี้ โครงสร้างประชากรก็เปลี่ยนแปลง สังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น เด็กเกิดน้อย เด็กเกิดลดลงปีละ 40,000 คน แสดงว่าเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาลดลงปีละ 40,000 โรงเรียน ของสพฐ.ปัจจุบัน มีเกือบ 30,000 โรง เด็กต่ำกว่า 120 คน แล้วเครื่องดื่มก็ต่ำกว่า 60

จึงอยากเรียนผ่านไปยังกองทุนเพื่อความเสมอภาคซึ่งท่านก็บอกว่ามีงบน้อยอยู่แล้ว ภารกิจก็น้อย สำหรับข้อมูลต่างๆ ทั้งการกระจายอำนาจ หรือทุกภาคส่วนก็มีอยู่ที่เขตพื้นที่การศึกษาที่จัดตั้งขึ้นมาแล้ว แต่ขณะเดียวกันกองทุนนี้บอกว่าเพื่อเด็กที่มีความยากจนเป็นพิเศษ โดยได้ยกตัวอย่างในเขตพื้นที่ อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีโรงเรียนสพฐ. อยู่ 113 โรง ซึ่ง 66 โรง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กต่ำกว่า 120 คน ที่ต่ำกว่า 60 คน มี 32 โรงเรียน ทุกวันนี้อย่าได้ถามถึงคุณภาพของครู ครูไม่พอ โรงเรียนต้องแจกซองผ้าป่าขอเงินชาวบ้าน ทั้งนี้ นายสฤษดิ์ ยังได้แจงอีกว่า แม้ว่าตนเองเป็นสส. ในเขตพื้นที่ก็ต้องดูแลช่วยเหลือ แต่ขณะเดียวกันไม่ว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนจะช่วยเหลืออย่างไร ก็ไม่พอ หมดก็ต้องขอกันใหม่ ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบกันอยู่ ได้มีการปรึกษาหารือกัน และขอฝากไปยังหน่วยงาน หรือองค์กรของกองทุนเพื่อความเสมอภาค วันนี้ครูขาดแคลน แต่โครงการต่างๆ ที่ท่านสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการศึกษาเพื่อคนรุ่นใหม่ ให้โอกาสกับส่งไปเรียนครู เพื่อเป็นครูรักษ์ถิ่น วันนี้เด็กลดลงทุกวัน ท่านเคยถามหรือไม่ว่าโครงการอย่างนี้ อีกหลายปี 4-5 ปี กว่าจะกลับมาเป็นครู เพื่อรักษ์ถิ่น แล้วท่านคิดว่าจะได้บรรจุหรือไม่ ทำไมไม่เอางบประมาณตรงนี้ทำโครงการครูในถิ่น เอามาพัฒนา ให้งานทำ แล้วก็อยู่ในถิ่นตรงนั้น จะไม่มีประโยชน์มากกว่าหรือ แล้วก็ตรงประเด็น กับความต้องการของชุมชนที่แท้จริง อยากให้ทำโครงการต่างๆ เพื่อสนองต่อต่อความต้องการของพื้นที่มิใช่สนองตอบต่อผู้ต้องการสร้างโครงการขึ้นมา หรือโครงการในเรื่องของสร้างอาชีพต่างๆ เหล่านี้ซึ่งท่านบอกว่าต้องการบูรณาการเชื่อมโยงเพราะงบประมาณน้อย บุคลากรก็น้อย ทำไมถึงไม่ดึงองค์กรต่างๆ เข้ามาร่วม ภาคธุรกิจต้องการส่งเสริมต้องการแรงงาน วันนี้ทางเขตอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เรามีเขตอุตสาหกรรม มีรายงานต่างชาติเข้ามาอย่างมากแสดงว่าเราขาดแรงงานอยู่แล้ว บริษัทห้างร้านต้องการคนส่งให้เรียน ทุกอย่างเหล่านี้มันก็จะเป็นการลดงบประมาณของภาครัฐ ท่านต้องการบริหารจัดการแบบเชิงบูรณาการเชิงพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างหน่วยงานต่างๆ ดึงภาคเอกชนต่างๆ ในเขตพื้นที่มาร่วมกันจัดการบริหารตรงนี้ สามารถจะลดงบประมาณลดคนได้อย่างมาก จึงเป็นการสร้างโครงการพัฒนาศักยภาพอาชีพ โดยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนเข้ามารวมกัน
อย่างไรก็ตาม โครงการที่เผชิญหน้าอยู่ทุกวันนี้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นจำนวนนับหมื่นที่ต้องการความช่วยเหลือและโรงเรียนก็ต้องหาเงินกัน และคิดว่าจะเอาคุณภาพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เงินจำนวนที่มีอยู่ จะทำอย่างไร ยังไม่ต้องไปพิซซ่า หรือโครงการโอเน็ต แค่เด็กจะอ่านออกเขียนได้ทุกวันนี้ ประชากรที่เกิดทุกวันนี้นับวันก็น้อยลง และจะรู้ได้อย่างไรว่าจนหรือรวย พ่อแม่ตั้งท้อง อสม.ไปถึงบ้านแล้ว ดังนั้น ผมถือว่าโครงการที่จำเป็นที่สุดที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคอยากจะรีบด่วนที่สุดและมีคุณค่ามากที่สุดนั่นก็คือ การช่วยเหลือให้มีครูสอนโดยใช้งบประมาณที่มีอยู่ จ้างครูในเขตชุมชน สร้างงานให้ประชากรในพื้นที่ช่วยเหลือกันเองโดยมีครูแล้วคุณภาพก็จะเกิดขึ้นเอง
สื่อคอมพิวเตอร์เป็นแค่อุปกรณ์ช่วยในการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ “ครู” คือหัวใจของการเรียนที่ดีช่วยให้เด็กเล็ก ก่อนประถม หรือเด็กป.1 มีคุณภาพที่สุด คือต้องการ “คุณครู”