“อนุทิน” ให้ “เพื่อไทย” พิจารณาจำนวนพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ก้าวก่าย กดดัน

“อนุทิน” ให้ “เพื่อไทย” พิจารณาจำนวนพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ก้าวก่าย กดดัน

16 สิงหาคม 2566 ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่อคำถามเรื่องภูมิใจไทย จะได้ดูแลกระทรวงเดิม หรือไม่ว่า ตอนนี้ ยังตอบอะไรไม่ได้ ขอดูการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ก่อน เมื่อถามถึงกระแสข่าวเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล มีปัญหาเรื่องการจัดวางตำแหน่งรัฐมนตรี นายอนุทิน ตอบมันไม่เคยมีเรื่องการคุยไม่ลงตัว สำหรับพรรคภูมิใจไทย เราไม่ได้วิตกกังวล ถึงเวลามันก็ต้องหาทางออกรวมกัน เมื่อถามว่า มีความต้องการดูแลกระทรงเดิมหรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า ต้องการทำงานต่อเนื่อง แต่ต้องหารือกัน ด้วยเหตุผล ไม่ตั้งเงื่อนไข ไม่ตั้งข้อจำกัด ต่อกระแสข่าวเรื่องพรรคเพื่อไทย จะขอให้โหวตนายกฯ ก่อน จึงมาจัดการเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย ไม่เคยมีการยืนยันข้อเสนอนี้ จากนั้น มีการถามว่า ในอนาคต หากมีพรรครวมไทยสร้างชาติมาร่วมรัฐบาลด้วย คิดว่า เสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ถ้ามันมีเถียรภาพที่มั่นคง ย่อมเป็นเรื่องดี แต่การจะเอาใครมาเพิ่ม ขอให้เป็นการพิจารณาของพรรคแกนนำ ภูมิใจไทย ไม่ก้าวก่าย กดดัน แทรกแซง เราแค่ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด ก็พอ จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้ถามต่อถึงประเด็นที่ สว.บางคนเริ่มตั้งคำถามกับความเหมาะสมของนายเศรษฐา ทวีสิน ในการเป็นนายกฯ นายอนุทิน ตอบว่า ให้เป็นไปตามขั้นตอน ต้องดูตามสถานการณ์ ก่อนกล่าวเพิ่มเติมว่า “การนำเสนอชื่อนายกฯ มันเป็นเรื่องของพรรคจัดตั้งรัฐบาล ถ้าคุยกันเรียบร้อย แถลงร่วมกัน เสนอชื่อต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ทุกคนต้องทำตามข้อตกลง ทำตามกติกา ยิ่งมีเงื่อนไขมาก ก็ยิ่งใช้เวลา มันก็ต้องรับฟังกันและกัน เงื่อนไข มีมาแล้ว ก็ค่อยๆ แกะไป การเจรจาบางทีมันก็เริ่มจากข้อเสนอที่รับกันไม่ได้แล้ว แล้วค่อยๆ คุยกัน มันจะหาจุดลงตัวได้เอง” นายอนุทิน กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทย พร้อมพูดคุย และเรามองถึงส่วนรวม การทำงาน ก็คำนึงถึงประโยชน์ ส่วนรวม เรื่องการจัดวางกระทรวงฯ ถ้าได้กระทรวงเดิม เราได้ทำงานต่อเนื่อง แต่อย่ามาบอกว่า จะไม่ให้ เพราะเรามีอิทธิพล มีความไม่โปร่งใส แบบนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่เคยมีตรงนั้น เราตั้งใจทำงาน และไม่เคยมีเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน แต่ถ้ามีเหตุผลอื่น เช่น จะให้ พรรคอื่นได้ทำนโยบายบ้าง อันนั้น เรารับฟัง ก็ต้องคุยกัน